วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

บีโอเจรับไม้ต่อคิวอีสหรัฐ ช็อกตลาดการเงินโลกป่วน

ในนาทีนี้คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องจับตามอง"ทฤษฎีสมคบคิด"ระหว่างธนาคารกลางของโลก ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่กำลังส่งไม้ต่อให้กันในการดำเนินนโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing (QE) ซึ่งจะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของเงินทุนขนาดใหญ่ในตลาดการเงินโลก รวมทั้งความผันผวนที่จะเกิดขึ้นกับการลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ ตลาดค้าทองคำ ตลาดน้ำมัน และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ในเมื่อการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ในตลาดดังกล่าวมีเจ้ามือใหญ่คือธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ต่างๆ ที่ร่วมมือกันอัดฉีดสภาพคล่องทางการเงินจนท่วมโลกในขณะนี้

เพราะนับจากที่เฟดทำ QE อัดฉีดเงินเพิ่ม 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ได้ประกาศยุติโปรแกรม QE3 จากที่เข้าทำการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและพันธบัตรสินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน หรือ Mortgage-Backed Securities (MBS) ทุกๆ เดือนจะจบสิ้นในเดือนตุลาคมเป็นก้อนสุดท้ายนั้น อีซีบีก็ขอทำ QE รอบใหม่บ้างในวงเงิน 1 ล้านล้านยูโร เพื่อซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน หรือ Asset-Backed Securities (ABS) ที่เหมือนกับอัดฉีดเงินให้กับธนาคารเอกชนโดยคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากเพียง 0.05% โดยเริ่มทำการซื้อ Covered Bonds ซึ่งเป็น ABS ประเภทหนึ่งไปงวดแรกจำนวน 1,700 ล้านยูโรช่วงวันที่ 20-24 ตุลาคมโดยที่อีซีบีจะประกาศยอดซื้อสินทรัพย์ในวันจันทร์ถัดไป ทั้งนี้อีซีบีได้ทำQEอย่างเงียบๆ มาก่อนหน้านี้แล้วเกือบ 3 ล้านล้านยูโร

ล่าสุดบีโอเจทำการช็อกตลาดด้วยการประกาศอัดฉีดขยายฐานเงินเพิ่มอีก 33% หรือ 20 ล้านล้านเยน จาก 60 ล้านล้านเยนเป็น 80 ล้านล้านเยนในวันศุกร์ ต่อจากคำแถลงยุติQEของเฟดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เท่ากับว่าทั้งอีซีบียอมรับไม้ที่ 1 หวังใช้ QE ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปที่อาจโตเพียง 0.7%ในปีนี้ และเพื่อให้หลุดพ้นจากภาวะถดถอย ขณะที่บีโอเจยอมรับไม้ที่ 2 ต่อจากเฟดสำหรับการทำให้ QE เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าเฟดจะถอนตัวไปแล้วแต่ก็ยังยืนยันที่จะรักษาอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงคือ Fed Fund Rate ในระดับใกล้เคียง 0-0.25% ต่อไปจนกว่าจะถึงปลายปีหน้า ทั้งที่บีโอเจได้ทำ QE มาตลอดช่วงหนึ่งปีเศษนับตั้งแต่การเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นของนายชินโซ อาเบะ

โดยก่อนหน้านี้ยังไม่นับรวม QE รอบใหม่ บีโอเจได้ตั้งเป้าทำ QE ในวงเงิน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งจะครบกำหนดในกุมภาพันธ์ 2015 ภายใต้เป้าหมายเศรษฐกิจ (จีดีพี) เติบโตปีละ 2% และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 2% แต่ทุกอย่างกลับหลุดเป้าโดยเงินเฟ้อล่าสุดกลับอยู่ในระดับต่ำเพียง 1% และจีดีพีที่อาจจะโตไม่ถึง 1% ในปีนี้ เพราะหากญี่ปุ่นสามารถประสบความสำเร็จในการอัดฉีดเงินมโหฬารแล้ว ก็อาจจะกลับสู่ภาวะเงินฝืดรอบใหม่ เช่นเดียวกับยุโรปที่จะเกิดภาวะถดถอยต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี ซึ่งดูเหมือนว่าอีซีบีและบีโอเจได้วางเดิมพันจนหมดหน้าตักแล้วในครั้งนี้เพราะผลที่ตามในอนาคตนั้น ค่าเงินยูโรและเงินเยนจะเสื่อมค่าลงอย่างรุนแรง และอาจจะดึงเงินดอลลาร์ให้เสื่อมค่าลงตามก็เป็นไปได้

ปฏิกิริยาของตลาดนั้นมีความปั่นป่วนค่อนข้างรุนแรงหลังเกิดอาการช็อกจากมาตรการของบีโอเจ โดยที่ค่าเงินเยนดิ่งลงทันที 2.17% อ่อนค่าทะลุ 111.58 เยนต่อดอลลาร์ เช่นเดียวกับค่าเงินยูโรร่วงลง 0.41% มาอยู่ที่ 1.2561 ดอลลาร์ต่อยูโร รวมถึงราคา

ทองที่ลดลงฮวบกว่า 2.07% มาอยู่ที่ 1,173 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาน้ำมันที่ลดลง 0.83% อยู่ที่ 80.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สวนทางกับราคาหุ้นนำโดยดัชนีนิกเคอิของญี่ปุ่นที่พุ่งขึ้นไปถึง 4.83% หรือ 755.56 จุด ปิดตลาดที่ 16,413.76 จุด สูงสุดในรอบ 7 ปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับหุ้นยุโรปที่ทะยานเกือบ 2% ในช่วงเปิดตลาด ขณะที่ดาวโจนส์ฟิวเจอร์สบวกอีกกว่า 1.07%จึงต้องจับตาดูใกล้ชิดว่า บีโอเจที่รับไม้ต่อQEมาแล้วจะทำให้ตลาดการเงินโลกปั่นป่วนต่อไปอีกแค่ไหน