ปักกิ่งกับโตเกียวสนใจโครงการรถไฟและน้ำเป็นหลัก แต่ถ้าหากมีกิจกรรมอื่น สองชาตินี้ก็พร้อมจะเข้ามาเสนอตัว
จีนกับญี่ปุ่นมีเรื่องระหองระแหงกันหลายประเด็น และต้องเผชิญหน้ากันอีกหลายเรื่อง ก่อนที่จะสามารถหาทางสานสัมพันธ์กันได้
และการแข่งขันระหว่างสองชาติยักษ์เอเชียในเวทีสากล ก็มาปรากฏตัวชัดเจนในประเทศไทย ทั้งด้านการเมือง, ความมั่นคง, สังคม และเศรษฐกิจ
ที่เห็นชัดเจนคือเมื่อเอกอัครราชทูตจีนและญี่ปุ่น เข้าพบผู้นำของไทย ไม่ว่าจะเป็นระดับนายกฯ รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เพื่อสอบถามและเสนอตัวเข้าทำโครงการ “โครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งรัฐมนตรีคมนาคมประกาศแล้วว่าจะต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาทในอีก 8 ปีข้างหน้า
ปักกิ่งกับโตเกียวสนใจโครงการรถไฟและน้ำเป็นหลัก แต่ถ้าหากมีกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวกับการก่อสร้างและลงทุนระดับใหญ่ สองชาตินี้ก็พร้อมจะเข้ามาเสนอตัว เพราะนี่คือยุคแห่งการขยายอิทธิพลและกิจกรรมเศรษฐกิจออกนอกประเทศ
การก่อเกิดของ “ประชาคมอาเซียน” หรือ Asean Community ที่นับหนึ่งเป็นทางการในสิ้นปีหน้านั้น เป็นตัวกระตุ้นให้ทั้งสองชาติยักษ์ต้องพยายามปักหลักปักฐานในกลุ่มอาเซียนที่มีประชากรรวมกันไม่ต่ำกว่า 500 ล้าน และเป็นจุดศูนย์กลางของการคมนาคมและการลงทุนในอนาคตอย่างปฏิเสธไม่ได้
และการแข่งขันอันเข้มข้นระหว่างมังกรกับซามูไรนั้น เกิดขึ้นขณะที่สหรัฐอเมริกาประกาศนโยบาย Pivot to Asia หรือการ “ปักหมุดเอเชีย”
ท่านทูตสหรัฐประจำประเทศไทยคริสตี้ เคนนี ไม่เรียกว่า Pivot to Asia แต่ใช้วลี Rebalancing หรือ “การปรับดุลแห่งอำนาจ” ซึ่งก็คือการยืนยันว่าอเมริกาจะให้ความสำคัญกับเอเชียมากขึ้นกว่าเดิมอย่างปราศจากความสงสัย
จีนย่อมไม่อยากเห็นอเมริกามีบทบาทเด่นชัดกว่าตนในเอเชีย และวอชิงตันก็ต้องชิงไหวชิงพริบกับจีนในย่านนี้ ด้วยการสร้างพันธมิตรกับอาเซียนและเอเชียชาติอื่นอย่างคึกคักกว่าที่เป็นมา
ญี่ปุ่นใกล้ชิดกับสหรัฐ และพร้อมจะยืนอยู่ข้างเดียวกับอเมริกาในการ “ปรับดุลแห่งอำนาจ” ในเอเชีย
จึงไม่ต้องสงสัยว่าสหรัฐจะต้องสนับสนุนญี่ปุ่น ในการเสริมบทบาทของตนเองในอาเซียน เพราะนั่นคือการคงไว้ซึ่งอิทธิพลของอเมริกาในภูมิภาคนี้
ผลประโยชน์ของสหรัฐกับญี่ปุ่นสอดคล้องต้องกันในหลาย ๆ ด้าน จึงมีการผนึกกำลังกันค่อนข้างเหนียวแน่นเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีน
ต้องไม่ลืมว่า นอกจากจีนและญี่ปุ่นแล้ว ประเทศที่สนใจจะเข้ามามีส่วนในการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานก็ยังมีเกาหลีใต้ ซึ่งมีความรู้ความสามารถที่น่าสนใจไม่น้อย
แน่นอนว่าโลกตะวันตกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือยุโรป ก็ต้องการจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวกับโครงการยักษ์ของไทย เพราะได้ทั้งงานได้ทั้งผลประโยชน์ทางธุรกิจและอิทธิพลทางด้านการเมือง
ไทยควรจะทำตัวอย่างไรในภาวะ “เนื้อหอม” เช่นนี้?
การกำหนดนโยบายผสมผสานที่ผมเรียก “Convergent Public Policy” ยังไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นสมัยก่อนหรือสมัยนี้ ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้เราไม่มีพลังต่อรองเพียงพอกับมหาอำนาจ
กระทรวงคมนาคมทำโครงการ infrastructure ที่ต่างชาติสนใจจะลงทุน จีนและญี่ปุ่นส่งทูตมาเสนอเงื่อนไขทั้งที่เป็นทางการและที่ไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร แต่กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมรวมถึงกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มีส่วนร่วมประเมิน “ค่าที่แท้จริง” ของข้อเสนอต่าง ๆ จากจีน, ญี่ปุ่น, เกาลีใต้, ยุโรป และสหรัฐ
หากมีการประสานนโยบายกันให้แน่นแฟ้น ทุกกระทรวงจะพูดภาษาเดียวกัน และเมื่อมีการถกภายในให้กระจ่างแจ้งว่า Road Map ของการสร้างชาติของเราในอีก 20 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร เราก็จะสามารถวางกลยุทธ์ของการสร้างพันธมิตรในการลงทุนได้อย่างชาญฉลาด
ไม่ใช่เป็นนโยบาย “ตั้งรับ” หรือ reactive อย่างที่เห็นอยู่ คือใครมารุกที, เราก็ตอบที, ใครรุกหนักกว่าหรือวิ่งเต้นได้เก่งกว่า, รัฐบาลก็สนองเขามากกว่า
ทิศทางของประเทศไม่ใช่เพียงแค่ “ถ่วงดุล” อำนาจระหว่างจีนกับญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังจะต้องรู้ว่าเราจะสร้างชาติอย่างไร
ที่สำคัญที่สุดคือเราสามารถนิยามว่า “ผลประโยชน์สูงสุด” ของประเทศอยู่ตรงไหนและจะทำอะไรเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นอย่างไร
แล้วจึงกำหนดว่าเราจะตั้งมาตรฐานการคบหาพันธมิตรกับใครอย่างไรด้วย









