พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงความเห็น
กรณีคำวิพากษ์วิจารณ์และการต่อต้าน การเปิดสัมปทานสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ จำนวน 29 แปลง โดยให้นำเรื่องนี้ไปหารือในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ซึ่งในสปช.ก็มีแกนนำเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างนางสาวรสนา โตสิตระกูล รวมอยู่ด้วย โดยระบุว่า รัฐบาลพร้อมปฏิบัติตามมติของสปช. ในขณะเดียวกันก็เปิดให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนของส่วนราชการในการประกาศสัมปทานไปด้วย
ความขัดแย้งทางความคิดต่อกรณี การเปิดสัมปทานหรือแหล่งพลังงานของประเทศนั้น เป็นจุดยืนคนละฝ่าย ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับภาคประชาชน ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดในหลายเรื่อง แต่กรณีของพลังงานนั้นถือเป็นประเด็นให้เกิดข้อสงสัยกันมาหลายยุคหลายสมัย ไม่เพียงเฉพาะรัฐบาลนี้เท่านั้น และเท่าที่ติดตามเวทีการจัดสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นที่ผ่านมานั้น เราก็เห็นว่าเป็นไปได้ยากมากว่าจะหาข้อยุติร่วมกัน ระหว่างภาครัฐที่ต้องการเปิดสัมปทานกับภาคประชาชนที่มีความไม่ไว้วางใจ
หลังจากที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้เรื่องนี้ เข้าสู่การพิจารณาของสปช.นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในช่วงที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ก็ถือว่าสปช.เป็นตัวแทนในการพิจารณาเรื่องนี้ แม้ส่วนใหญ่จะถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติของหลายคน แต่อย่าลืมว่าในสปช.ก็มีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานในครั้งนี้ ดังนั้นการเปิดให้มีการพิจารณากันอย่างเปิดเผยในสปช. จะทำให้เกิดกระบวนการตรวจสอบ ในเรื่องข้อมูลและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม เราหวังว่าการพิจารณาในสปช.ในครั้งนี้ อาจจะเป็นดัชนีชี้วัดการเมืองในอนาคตว่าจะออกมาอย่างไร เพราะหากมติของสปช.ออกมาอย่างหนึ่ง แต่ปรากฏว่ายังเกิดความขัดแย้งและยังไม่ยอมรับมติดังกล่าว ทั้งๆที่สมาชิกของสปช.ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นคนอีกกลุ่มที่ถูกเลือกขึ้นมาเพื่อวางกฎกติกาประเทศ และวางระเบียบต่างๆ ก็อาจเป็นสิ่งชี้วัดให้เห็นว่าต่อไปในอนาคต การเมืองไทยก็ยังมีปัญหาเช่นเดิม ระหว่างการเมืองที่เป็นทางการกับการเมืองนอกสถาบันการเมืองที่เป็นทางการ
ดังนั้น สิ่งที่เราต้องการเห็นจากการพิจารณา และการถกเถียงการสัมปทานในสปช.คือ ทุกฝ่ายต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างมีเหตุผล และต้องรับผิดชอบในข้อมูลที่นำมาต่อสู้กันทางความคิด อีกทั้งต้องมีการอภิปรายกันอย่างมีเหตุผล เพราะหากสปช.สามารถถกเถียงจนได้ข้อสรุปอย่างมีเหตุผลจริงๆ ก็ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับการเมืองในอนาคตว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น สามารถยุติลงได้ในสถาบันการเมืองที่เป็นทางการ และจะไม่เกิดความเคลื่อนไหวนอกสภาเหมือนในอดีต
เราสนับสนุนการนำเรื่องเปิดสัมปทานพลังงานเข้าสู่สปช. ได้พิจารณากันอย่างเต็มที่ และถกกันให้ครบในทุกด้าน ซึ่งเราเชื่อว่าสมาชิกสปช.ทุกคนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ น่าจะตัดสินเรื่องนี้ได้ว่าอะไรที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง เราหวังว่าการถกเถียงในสปช.ครั้งนี้จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ในทางการเมืองเกิดขึ้น และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับการเมืองต่อไปในอนาคต และหวังว่าสปช.จะไม่ทำให้ประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ต้องหมดศรัทธากับการเมือง









