โรงเรียนคุณธรรม...ช่วยกันสร้างคนดีให้บ้านเมือง เป็นชื่อหนังสือเล่มล่าสุดของท่านองคมนตรี คุณหมอเกษม วัฒนชัย
เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “มูลนิธิยุวสถิรคุณ” ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุน “การสร้างเยาวชนไทยให้มั่นคงในความดี” โดยมีกิจกรรมจาก 3 ศูนย์คือ
1. ศูนย์สถานศึกษาพอเพียง
2. ศูนย์โรงเรียนคุณธรรม
3. ศูนย์จิตวิทยาการศึกษา
“โรงเรียนคุณธรรม” มีเป้าหมายที่จะนำคุณธรรมมาปรับใช้กับชีวิตในโรงเรียนสำหรับทุกคน และตามมาด้วย “โรงพยาบาลคุณธรรม”
อาจารย์หมอเกษมเขียนไว้ในหนังสือว่า สิบปีที่ผ่านมาของประเทศไทย วิเคราะห์เปรียบเทียบพบว่าประเทศไทยถอยหลัง มีคอร์รัปชันทุกวงการ มีการละเลยกระบวนการยุติธรรม เกิดความขัดแย้งทางการเมือง ส่งผลกระทบไปทั่ว
“บัดนี้ ถึงเวลาที่คนไทยจักได้ทบทวนตัวเอง ตั้งเป้าหมายใหม่เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ ภายใต้สถาบันหลักซึ่งเป็นทุนเดิมที่มั่นคงและทรงคุณค่า”
นั่นแปลว่าระบบการเรียนรู้ต้องเป็นสิ่งเดียวกันกับระบบคุณธรรม อยู่ในเนื้อเดียวกัน
โดยเริ่มเมื่อปี 2553 ที่โรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม อ. บางมูลนาก จังหวัดพิจิตร เพื่อให้เป็นแม่แบบของโครงการนี้
“โรงเรียนคุณธรรม” มี “อัตลักษณ์เชิงคุณธรรม” ประจำโรงเรียนดังนี้
1.ความซื่อสัตย์
2. ความรับผิดชอบ
3. จิตอาสา
โดยที่ทุกกลุ่มในโรงเรียนนั่นคือ ผู้บริหาร คณะครู และคณะนักเรียน ร่วมประชุมกำหนดนโยบายและข้อปฏิบัติที่ทุกคนในกลุ่มแสดงความ ปรารถนาว่าจะปฏิบัติซึ่งถือเป็น “สัญญาประชาคม” ของแต่ละกลุ่ม และกำหนดตัวชี้วัดวงรอบ 1 ปี
เช่นสำหรับฝ่ายบริหารจะมีนโยบาย “ต่อไปนี้การจัดซื้อจัดจ้างต้องโปร่งใส”
สำหรับครูก็จะมีคำมั่นว่าจะไม่เบียดเบียนเวลาราชการ
และนักเรียนก็จะยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่ลอกการบ้านเพื่อน
คณะนักเรียนตกลงกันปฏิบัติในโจทย์ที่ว่าต้องรับผิดชอบในฐานะลูกที่ดีด้วย 3 ข้อคือ
1. จะไปโรงเรียนและเมื่อกลับจากโรงเรียนต้องไหว้พ่อไหว้แม่
2. ช่วยงานบ้าน
3. ไม่เที่ยวกลางคืน ให้ทำการบ้าน ดูหนังสือ
ในอีกช่องหนึ่งของ “สัญญาประชาคม” นักเรียนร่วมกันจัดตั้งชมรมจิตอาสา เพื่อทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ทั้งในโรงเรียนและในชุมชน
นักเรียนที่เรียนเก่งในชั้นช่วยติวให้เพื่อน
อาจารย์อาสาสมัครเปิดห้องติวตอนบ่ายและเย็น ที่โรงเรียนให้แก่เด็กนักเรียนที่ประสงค์จะเรียนเพิ่มโดยนักเรียนได้เรียนฟรี
คุณหมอเกษมเขียนไว้ว่า ระยะแรกมีนักเรียนชาย 12 คน ประกาศตนว่าติดยาบ้า ขอรับการรักษา ครูและเพื่อนช่วยให้กำลังใจ ผ่านไปปีกว่าภายหลังการรักษาทุกคนเลิกได้โดยเด็ดขาด
เมื่อเสนอผลการดำเนินงานในเดือนมิถุนายน 2556 ปรากฏว่า
1. พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ : ลดลง
2. พฤติกรรมที่พึงประสงค์ : เพิ่มขึ้น
3. คะแนนสอบโอเน็ตของโรงเรียน : เพิ่มขึ้น
4. นักเรียน ม.6 สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้เกือบหมด
จึงสรุปว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จมี 2 ข้อคือ
1. ต้องทำทั้งโรงเรียนนั่นคือ ผู้บริหาร ครู และนักเรียน ต้องทำด้วยกันหมด ไม่ใช่ทำเฉพาะนักเรียน
2. ทุกคนช่วยกันกำหนดพฤติกรรมบวกและลบ แล้วกำหนดคุณธรรมหลักเพื่อแก้ไขพฤติกรรมลบและส่งเสริมพฤติกรรมบวก
นั่นแปลว่าจะต้องแปลงคุณธรรมหลักให้เป็นนโยบายและข้อปฏิบัติอันหมายถึง “จริยธรรม” ให้ได้ เพื่อสามารถติดตามและประเมินผลเมื่อสิ้นปีได้อย่างถูกต้อง
ต่อมาเมื่อต้นปี พ.ศ.2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีราชดำรัสให้จัดตั้ง “กองทุนการศึกษา” และได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อดำเนินงานในกองทุนนี้ โดยทรงมีพระราชประสงค์ว่า “ให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง”
ได้พระราชทานหลัก 3 ประการในเรื่องครูและนักเรียนดังนี้
1. ให้ครูรักเด็ก และเด็กรักครู
2. ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจกับเพื่อน เช่นไม่ควรแนะนำให้เด็กแข่งกันเอาที่ 1-2 ของชั้น แต่ให้เด็กที่เรียนเก่งช่วยติวเพื่อน ๆ ที่เรียนช้า เพราะทุกคนต้องแข่งกับตนเอง
3. ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำเป็นหมู่คณะ เพื่อพวกเขาจะได้เห็นคุณค่าของความสามัคคี
จากนั้นได้มีการถ่ายทอดบทเรียน “โรงเรียนคุณธรรม” ไปสู่โรงเรียนต่าง ๆ ดังนี้
รุ่น 1 ปี 2555 โรงเรียนประถมและมัธยม 19 แห่ง และวิทยาลัยเทคนิคโพธาราม
รุ่นที 2 ปี 2556 โรงเรียนประถมและมัธยม 35 แห่ง
รุ่นที่ 3 2557 โรงเรียนประถมและมัธยม 46 แห่ง
ผลการประเมินสำหรับโรงเรียน 19 แห่ง และวิทยาลัยเทคนิคโพธาราม เมื่อได้ปฏิบัติจนครบวงรอบ 1 ปีแล้ว ผลปรากฏว่าพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ลดลง, พฤติกรรมที่พึงประสงค์เพิ่มขึ้น และผลการสอบโอเน็ตดีขึ้นทั้งโรงเรียน
เมื่อเกิด “โรงเรียนคุณธรรม” และตามมาด้วย “โรงพยาบาลคุณธรรม” แล้ว คนไทยก็ควรจะต้องช่วยกันรณรงค์ให้เกิด “สังคมคุณธรรม” ในทุก ๆ ด้าน
นี่คือหัวใจของการ “ปฏิรูป” ประเทศอย่างแท้จริง
(หนังสือเล่มต่อไปของคุณหมอเกษมชื่อ “คุณครูที่รัก..บุญแล้วที่เกิดมาเป็นครู”)






