วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สู่ภูมิลักษณ์ใหม่

ในการมองภาพแนวโน้มเศรษฐกิจ นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจระดับประเทศ รวมถึงข้อเสนอแนะการลงทุน

สิ่งที่ควรคำนึงถึงเสมอมาคือการมองภาพใหญ่ระดับโลก ไล่เรียงจนถึงระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ที่จะเป็นดั่งภูมิลักษณ์เศรษฐกิจ อันจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาแนวโน้มในอนาคต

หลังจากภาพต่างๆ เริ่มชัดเจนขึ้น ภูมิลักษณ์เศรษฐกิจที่ผู้เขียนมองเห็นนั้นในระยะต่อไปนั้น แม้จะเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ก็ยังไม่สายที่จะรับมือ โดยผู้เขียนจะขอนำเสนอภูมิลักษณ์เศรษฐกิจการเงินโลกที่เปลี่ยนไป ดังนี้

ภูมิลักษณ์ประการที่หนึ่ง ทิศทางเศรษฐกิจโลกในยุคต่อไป อาจแบ่งได้เป็น 2 ขั้ว คือ สหรัฐ ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว และประเทศอื่นๆ ที่แนวโน้มไม่สดใส

สาเหตุที่สหรัฐฟื้นตัวส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันแนวใหม่ที่ใช้เฉพาะในสหรัฐเป็นหลัก (Fracking) ทำให้ได้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติราคาถูกเป็นจำนวนมาก (หรือที่รู้จักในนาม Shale Gas-Shale Oil) ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งในประเทศถูกลง ทำให้ภาคการผลิตมีประสิทธิภาพขึ้น และทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่เคยไปลงทุนในต่างประเทศ ย้ายฐานการผลิตกลับไปยังสหรัฐเป็นจำนวนมาก

ในทางกลับกัน ในส่วนของประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงกำลังพัฒนาอื่น ๆ ยังเผชิญปัญหาโครงสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขาดความสามารถในการแข่งขันในยุโรป สังคมสูงวัยและหนี้สาธารณะในญี่ปุ่น ปัญหาฟองสบู่ในหลายภาคส่วนของจีน และหนี้ครัวเรือนในประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนฉุดรั้งให้เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ไม่ขยายตัวได้ดีดังคาด

ภูมิลักษณ์ประการที่สอง ได้แก่ กระแสการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งสินแร่อุตสาหกรรม ธัญพืช ตลอดจนเชื้อเพลิงและโลหะมีค่า ที่มีแนวโน้มที่จะไม่ปรับตัวสูงขึ้นรุนแรงเช่นในอดีต หรืออาจลดลงในระยะต่อไปเสียด้วยซ้ำ

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ หนึ่ง เทคโนโลยี Fracking ในการขุดเจาะเชื้อเพลิงของสหรัฐ ที่มีมากเสียจนสามารถทดแทนกำลังการผลิตอื่นๆ ที่ลดลงจากปัญหาความขัดแย้ง ทำให้ราคาน้ำมันโลกถูกที่สุดในรอบหลายปี

สอง เศรษฐกิจจีนที่ชะลอลง ทำให้ความต้องการบริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ทั้งสินแร่อุตสาหกรรมและธัญพืชลดลงมาก และสาม แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวจนทำให้ธนาคารกลาง (Fed) ยุติการอัดฉีดเม็ดเงินและมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า ทำให้ความต้องการซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ใช้ประกันความเสี่ยงเงินเฟ้อจึงลดลงตามไปด้วย

ภูมิลักษณ์ที่สาม ได้แก่ กระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในเอเชียนั้นมีแนวโน้มผันผวนแต่เป็นไปในทิศทางลดลง โดยสำนักวิจัย IIF คาดว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าเอเชียนั้นจะลดลงเหลือประมาณ 3.5% ของ GDP ในปีหน้า จากที่เคยอยู่ระดับสูงกว่า 6% ในปี 2553

สาเหตุเป็นเพราะแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ทำให้กระแสเงินทุนไหลกลับไปยังสหรัฐมากขึ้น แต่กระแสดังกล่าวจะสวนทางกับเหล่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มจะอัดฉีดเพิ่มขึ้น เพื่อดึงให้เศรษฐกิจฟื้นขึ้นจากปัญหาเงินฝืด

ความแตกต่างของแนวโน้มทั้งสองจะทำให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน แต่ก็น่าจะเป็นทิศทางไหลออกเป็นหลัก ซึ่งจะส่งผลไปยังทิศทางค่าเงินเอเชียให้อ่อนค่าลง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ให้ปรับตัวลดลง ผลตอบแทนพันธบัตรที่จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพคล่องในประเทศต่าง ๆ ที่จะตึงตัวขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจัยเฉพาะในแต่ละประเทศก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางตัวแปรทางการเงินเช่นกัน

ภูมิลักษณ์ประการที่สี่ ได้แก่ กระแสภูมิภาคนิยม ซึ่งเป็นผลทั้งจากแผนการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่วางกรอบให้กลุ่มประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำโขง (พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม) ต้องลดภาษีสินค้านำเข้าลง รวมถึงจากทิศทางเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มดังกล่าวที่ยังเติบโตได้ดี ทำให้ยังคงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยและต่างชาติที่จะลงทุนและค้าขายในประเทศเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำเข้าทรัพยากรอันได้แก่พลังงานและแรงงานจากประเทศเหล่านี้ได้อีกด้วย

ภูมิลักษณ์ประการสุดท้าย ได้แก่ ศักยภาพเศรษฐกิจไทยระยะยาวที่จะลดต่ำลง ทั้งจากฝั่งภาคการผลิต อันได้แก่ เกษตรที่ลดลงตามราคาสินค้าเกษตรโลก อุตสาหกรรมที่ยังใช้เทคโนโลยีระดับต่ำ และบริการที่ยังได้รับการปกป้องจากทางการในระดับสูง จนประสิทธิภาพในการแข่งขันต่ำกว่าคู่แข่งระดับโลก

หรือหากมองจากภาคการใช้จ่าย ทั้งจากการบริโภคที่ฝืดเคืองจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ภาคการส่งออกที่เผชิญกับปัญหาโครงสร้างการผลิตที่ไม่ตอบสนองความต้องการตลาดโลก ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่มีปัญหาการเบิกจ่ายที่ล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพ ไม่นับรวมไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย เช่น สังคมสูงวัย การขาดแคลนพลังงาน ปัญหาคอขวดในด้านสาธารณูปโภคต่างๆ รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่อาจมองเห็นทางออกในปัจจุบันได้

แม้ภูมิลักษณ์ใหม่ของโลกและไทยจะดูหดหู่ แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะหาทางรับมือ โดยอาจแบ่งเป็นห้าด้าน คือ หนึ่ง ภาคการผลิต ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องหันมาเน้นการวิจัยพัฒนา รวมถึงเปิดเสรีภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เช่น การเงิน ขนส่ง สื่อสาร มากขึ้น สอง ภาคการส่งออก ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องลดการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐมภูมิ และหันไปเน้นการผลิตและส่งออกสินค้าสำเร็จรูปที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น รวมถึงหันไปเน้นตลาดในภูมิภาคมากขึ้น

สาม ภาคการเงิน ในส่วนนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องบริหารสภาพคล่องให้ดีจากแนวโน้มสภาพคล่องโลกที่จะลดลงและผันผวน ขณะที่ภาคเอกชนต้องลดการก่อหนี้ ส่วนภาคธนาคารพาณิชย์อาจต้องชะลอการปล่อยสินเชื่อบุคคล รวมถึงคัดกรองมากขึ้น สี่ ภาคการปฏิรูป โดยภาครัฐจะต้องสร้างธรรมาภิบาล โปร่งใส รวมถึงเน้นการเป็นประชาธิปไตยและมีส่วนร่วม และสุดท้าย ได้แก่ ยุทธศาสตร์ในด้าน AEC ที่ไทยได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างการคมนาคม ขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงในภูมิภาค เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบอย่างแท้จริง

แม้จะเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน แต่หากภาครัฐและเอกชนไทยพร้อมร่วมมือร่วมใจแล้ว โอกาสที่ไทยจะก้าวข้ามผ่านกับดักเศรษฐกิจทั้งหลายนั้น ก็ยังจะพอมีหวัง

------------------

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่