วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กู้เก่า-กู้ใหม่ บททดสอบ ฝีมือบริหารหนี้สาธารณะ?

แผนการกู้เงินของรัฐบาลเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ณ อยุธยา รองนายกรัฐมนตรี

ระบุว่ารัฐบาลมีแผนจะกู้เงิน 8 แสนล้านบาท ด้วยการออกพันธบัตร เพื่อมาชดเชยภาระหนี้โครงการรับจำนำข้าว-สินค้าเกษตร ที่เกิดขึ้นช่วงปี 2553/2554 ถึงปี 2556/2557 และมีแผนจะกู้อีก 7 แสนล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรอบแรก รวมรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รถไฟรางคู่ขนาดราง 1 เมตร 6 สายทาง ท่าเรือชายฝั่ง+ศูนย์ขนส่ง+ปรับปรุงแม่น้ำป่าสัก การก่อสร้างสนามบินในภูมิภาค 7 แห่ง และการก่อสร้างถนนสายสำคัญ + ซื้อรถเมล์เอ็นจีวี หรือสรุปง่ายๆ คือ กู้เพื่อใช้หนี้เก่า 8 แสนล้านบาท และกู้เพื่อสร้างฐานรากการพัฒนาในอนาคตอีก 7 แสนล้านบาท

วันนี้คงไม่พูดถึงว่ากู้เงินนี้จะคุ้มค่าหรือไม่อย่างไร เพราะบางอย่างก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว บางอย่างก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ (คุ้มหรือไม่คุ้ม ทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม เป็นอีกประเด็นหนึ่ง) แต่ที่อยากจะพูดถึงวันนี้ คงเป็นเรื่องมุมมองความเป็นไปได้ในการกู้เงินซะมากกว่า หลายคนอาจสงสัยว่า ความเป็นไปได้กู้เงินหมายถึงอะไร เพราะแค่รัฐบาลประกาศขายพันธบัตร ก็คงมีคนมาซื้อ ถ้าไม่มีคนมาซื้อ ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น หรือสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจูงใจให้คนมาซื้อ วิธีการแบบนี้นักเศรษฐศาสตร์เค้าเรียกกันว่า "กลไกราคา หรือกลไกตลาด"

แต่ในความเป็นจริง มันไม่ง่ายแบบนั้น เพราะปกติทุกๆ ปี ประเทศมีภาระขาดดุลอยู่ 4-5 แสนล้านบาทถือว่ามากแล้ว ครั้งนี้จะกู้เงินรวมๆ แล้วสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท หากรวมขาดดุลงบประมาณปีล่าสุด (2558) ไปอีก 2.5 แสนล้านบาท ก็เท่ากับกู้ถึง 1.75 ล้านล้านบาท ซึ่งเกินเพดานเงินกู้ตามกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ที่สามารถขาดดุลรวมกันได้แค่ 1.25 ล้านล้านบาท (เพดานเงินกู้งบประมาณประมาณ 5 แสนล้านบาท เพดานเงินกู้ต่างประเทศราว 2.5 แสนล้านบาท และเพดานการค้ำประกันรัฐวิสาหกิจราว 5 แสนล้านบาท)

... จึงมีข้อกังขา 2 ประการ ประการแรกคือ การกู้ถึง 1.75 ล้านล้านบาทนี้ จะกู้โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายฉบับใด? จะต้องออก พ.ร.บ. เพื่อให้อำนาจการกู้เพิ่มเติมจากอำนาจที่มีอยู่ปัจจุบันเหมือน พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทที่เคยถูกตีตกไป? หรือจะเลี่ยงให้รัฐวิสาหกิจกู้แทน แต่รัฐไม่ค้ำประกัน เหมือนที่เคยทำๆ กัน เพื่อไม่ให้หนี้สาธารณะปูดขึ้นเหมือนในอดีต? นั่นคือ 2 ข้อกังขา

นอกจากประเด็นกฎหมายแล้ว ในทางปฏิบัติ คงไม่มีแบงก์ไหนสำรองเงินสดไว้มากๆ พอจะรองรับการกู้เงินของรัฐบาลจำนวนสูงมากกว่าการกู้ปกติปีละ 3 เท่าตัว (เทียบกับการกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณปกติสูงสุดราว 5 แสนล้านบาท) เพราะถ้าแบงก์ไหนทำแบบนั้น ถือว่าแบงก์นั้นบริหารจัดการสภาพคล่องของธนาคารไม่เป็นเลย ขณะที่สภาพคล่องส่วนเกินในระบบขณะนี้จริงๆ ก็มีอยู่ราว 5-6 แสนล้านบาทเท่านั้น .. ส่วนข้อสงสัยข้อที่ 2 หากรัฐบาลจะกู้มากขนาดนี้ จะมีใครมีเงินมากพอมาซื้อบอนด์? ดอกเบี้ยจะพุ่ง เงินบาทจะแข็งค่า ตามกลไกตลาดหรือไม่? กระทรวงการคลังคุยกับแบงก์ชาติแล้วหรือยัง?

หนี้เก่า-หนี้ใหม่มาประดังพอกพูน จนต้องกู้กันมากๆ ในคราวเดียวแบบนี้ คงเป็นบททดสอบกึ๋นและท้าทาย ท่าน รมว. คลัง และทีมที่ปรึกษาที่ส่วนใหญ่เป็นอดีตข้าราชการที่ผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์มาจากสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ว่าจะตอบคำถามสังคมและ 2 ข้อสงสัยข้างต้นกันอย่างไร !!!!