10 ปีตากใบ 1 ปีหมวดแชน

ช่วงปลายเดือน ต.ค.เป็นช่วงเวลาของการรำลึกถึงความสูญเสีย ที่เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้...
25 ต.ค. เป็นวันครบรอบเหตุการณ์ตากใบ ซึ่งหมายถึงการสลายการชุมนุมที่หน้าโรงพัก สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส และลำเลียงผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมกว่า 1 พันคนด้วยวิธีถอดเสื้อ มัดมือไพล่หลัง แล้วนำไปเรียงซ้อนทับกันบนกระบะรถยีเอ็มซี ทั้งหมดนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 85 ศพ
28 ต.ค. เป็นวันครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์สูญเสียตำรวจนักกู้ระเบิด หรืออีโอดี ถึง 3 นายในคราวเดียว นำโดย "หมวดแชน" พล.ต.ท.แชน วรงคไพสิฐ (ยศหลังได้รับการปูนบำเหน็จ) อีโอดีชื่อดังที่มีคนรักทั้งเมือง
จะว่าไปแล้วตลอดกว่า 10 ปีของสถานการณ์ไฟใต้ ได้ก่อความสูญเสียยิ่งกว่านี้มากมายนัก จนแทบจะเรียกได้ว่าวันนี้ของปีที่แล้ว หรือของปีก่อนๆ ย้อนหลังไปถึงปี 47 น่าจะต้องมีผู้สูญเสียไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจากความรุนแรงรายวันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ณ ดินแดนปลายสุดด้ามขวาน
เพียงแต่ 2 เหตุการณ์นี้เป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนจำได้ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ขึ้นมา
เมื่อมีวันสำคัญประเภท "วันนี้ในอดีต" ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่จะแจ้งเตือน ซึ่งเดือน ต.ค.นับเป็นอีกเดือนหนึ่งที่มี "วันแจ้งเตือน" หลายวัน เรียกว่าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติในสามจังหวัดคงเตรียมพร้อมกันจนเหนื่อย
โดย 2 ในหลายๆ วันนั้น ก็คือ วันที่ 25 ต.ค. กับ 28 ต.ค.ดังกล่าว
จะเห็นได้ว่าระยะหลังไม่ได้มีเฉพาะเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำในลักษณะละเมิดสิทธิและเสรีภาพกับพี่น้องมลายูมุสลิมเท่านั้นที่กลายเป็น "วันสัญลักษณ์" แต่เหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยม โหดร้าย ก็กลายเป็น "วันสัญลักษณ์" เช่นเดียวกัน
จะพูดว่าความรุนแรงที่ชายแดนใต้ ก่อความสูญเสียให้กับผู้คนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ก็คงไม่ผิด
และ "หมวดแชน" ผู้ต้องสังเวยชีวิตกับภารกิจปกป้องชีวิตคนอื่น ก็คือคนนราธิวาส เป็นชาวนราธิวาสเหมือนกับอีกหลายๆ ชีวิตที่ต้องไปสูญเสียที่ตากใบ
ปัญหาก็คือ หากนับเฉพาะห้วงเวลาตั้งแต่เกิดความรุนแรงรอบใหม่ ที่เรียกว่าสงครามก่อการร้ายในเมือง มีการก่อเหตุรุนแรงรายวัน ก็นับจากวันที่ 4 ม.ค.2547 ถึงวันนี้เกินกว่า 10 ปีเต็มแล้ว แต่รัฐบาลไม่ว่าจะกี่ชุด หรือมาจากพรรคไหน ก็ไม่สามารถดับไฟความรุนแรงได้สำเร็จ
เฝ้าฟังทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ใช้ "ทหาร" เป็นหน่วยนำในการแก้ไขปัญหา ปรากฏว่าจุดเน้นอยู่ที่การบูรณาการงบประมาณและแผนงานการพัฒนา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการ แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด
เพราะสิ่งที่เป็นเงื่อนไขของการก่อความรุนแรง คือ "ความไม่เป็นธรรม" ที่คนในพื้นที่ได้รับ
แน่นอนว่าบรรดา "นักรบ" หรือ "เยาวชน" ชายแดนใต้ที่ตัดสินใจจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กับรัฐ ครั้งหนึ่งอาจเคยได้รับข้อมูลผิดๆ ได้ฟังเรื่องราวบิดเบือน ไม่พูดความจริงทั้งหมด และถูกปลุกระดมให้เกลียดชังรัฐไทย แต่จากสถานการณ์ไฟใต้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยเองกลับก้าวไม่พ้นข้อมูลผิดๆ ที่เราบอกว่าบิดเบือนนั้น
นั่นเพราะเกิดการละเมิดสิทธิ และเกิดกรณีไม่เป็นธรรมเพิ่มขึ้นอีก เรื่องแล้วเรื่องเล่า ตราบใดที่เหตุการณ์อย่าง "ตากใบ" ยังไม่ถูกพิสูจน์ความจริง รวมทั้งไม่มีใครที่ต้องรับผิด เหตุการณ์เหล่านั้นก็จะกลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี ในการขยายความเกลียดชัง เพื่อให้ก่อให้เกิดการใช้ความรุนแรงเข้าใส่กันต่อไป
โดยมีประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ดีๆ อย่างหมวดแชนกลายเป็นเหยื่อให้คนข้างหลังได้ย้อนนึกถึงความเลวร้ายเก่าๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด







