วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัชนีตลาดสด

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมักจะสร้างความหวังให้คนไทยเสมอ

เพราะเมื่อปัญหาทางการเมืองรุมเร้าก็มักจะจบลงด้วยกระบวนการพิเศษที่ทำให้คนไทยเราจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าปัญหาการเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นมานานน่าจะยุติลงและเมื่อทหารเข้ามากุมอำนาจก็น่าจะทำให้การบริหารประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น

โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ขายที่อาจไม่ได้มองไปที่ความมั่นคงในระยะยาวเหมือนผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจ เพราะการจะอยู่รอดในตลาดและมีเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ก็มีเพียงความคาดหวังว่ารัฐบาลทหารจะทำให้พวกเขากินดีอยู่ดีขึ้นและทำมาค้าขายได้ดีกว่าเดิม

ตลาดสดในยามเช้าจึงเป็นดัชนีปากท้องแบบบ้านๆ ที่แม้จะไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจได้ตรงตามหลักวิชาการเหมือนดัชนีผู้บริโภค แต่ก็เป็นตัวบ่งชี้ที่ใกล้ชิดกับชาวบ้านชาวช่องได้มากที่สุด ยิ่งเป็นตลาดสดขนาดใหญ่เราก็จะเห็นได้ชัดว่าสินค้ามักจะเริ่มหมดจนถึงขั้นตลาดวายหลังจาก 10:00 น. เล็กน้อยเท่านั้น

การที่พ่อค้าแม่ขายเก็บร้านได้ไวตั้งแต่ก่อน 10 โมงจึงเป็นจึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงกำลังซื้อของชาวบ้านว่ามีกำลังจับจ่ายใช้สอยเป็นปกติจนขายสินค้าได้หมดในระยะเวลาไม่นานนัก แต่หากหลังจาก 10:00 น. ไปแล้วยังคงมีของเหลืออยู่มากก็แสดงให้เห็นว่าสภาพตลาดยังไม่ปกติเท่าไรนัก

ภาวะซบเซาที่เกิดขึ้นนั้นผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่มีโอกาสสัมผัสตลาดสดใกล้ๆ หมู่บ้านของตัวเองคงเห็นภาพคล้ายๆ กันว่าตลาดส่วนใหญ่อยู่ในภาวะซบเซาเช่นนี้มาตั้งแต่ช่วงปลายรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งอาจเป็นผลพวงมาจากเงินเฟื้อที่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรือเงินเดือนขั้นต่ำของบัณฑิตปริญญาตรี ฯลฯ ก็แล้วแต่จะคาดกันไป

แต่ที่แน่ๆ คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลที่แล้วพยายามทำนั้นส่งผลกระทบตามมามากมาย โดยเฉพาะเรื่องเงินเฟื้อ จนเมื่อเงินจากภาครัฐต้องสะดุดลงหลังรัฐประหาร การหมุนเวียนของเงินในระบบก็หยุดชะงักไปด้วย

สำหรับพ่อค้าแม่ขายการหมุนเวียนของเงินที่เกิดขึ้นในระบบก็คือความกินดีอยู่ดีของคนในระบบทั้งหมด เพราะเมื่อรัฐบาลใช้จ่ายเงินออกมาสู่ภาครัฐ ก็ย่อมเกิดการจ้างงานสู่ภาคเอกชน กลายเป็นเงินเดือนพนักงาน ซึ่งก็เอามาจับจ่ายใช้สอยซื้อของกินของใช้ต่างๆ จากพ่อค้า

ส่วนพ่อค้าที่ซื้อสินค้ามาจากยี่ปั๊วก็จะส่งเงินต่อเป็นทอดๆ ไปถึงโรงงานผู้ผลิตอีกรอบหนึ่ง จนกลายเงินเดือนของสาวโรงงานอีกรอบ ไปจนถึงแหล่งวัตถุดิบ ฯลฯ ถ้าเศรษฐกิจดีเงินหมุนในระบบก็มีไม่ต่ำกว่า 10 รอบ ความคึกคักในระบบก็จะเกิดขึ้น

แต่หากตรงกันข้ามเงินก็จะติดอยู่ที่ใดที่หนึ่งไม่เกิดการหมุนเวียนเพราะไม่มีใครมั่นใจในเศรษฐกิจจึงเก็บเงินไว้ใช้เท่าที่จำเป็น แทนที่จะหมุนไปได้ 10 รอบก็อาจได้เพียง 3-4 รอบแล้วก็หยุดชะงักลง ซึ่งเวลาเปรียบเทียบเรามักจะให้เห็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของเงิน 1 บาทในระบบว่าส่งผลถึงใครอย่างไรบ้าง แต่หากเป็นเงินของภาครัฐสัก 5 แสนล้านบาทเราอาจจินตนาการไม่ออกว่ามันจะส่งผลกระทบรุนแรงสักแค่ไหนหากเงินจำนวนนี้ติดชะงักอยู่ในระบบ

ช่วงที่ผ่านมาเราจึงเห็นความพยายามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของกระทรวงต่างๆ เพราะรัฐบาลเล็งเห็นปัญหาเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าเหล่านี้ แต่ก็ยังถือว่าล่าช้าอยู่มากจนทำให้ภาวะเศรษฐกิจในเวลานี้ต้องเจอทั้งกำลังซื้อที่หดตัวลงไปเพราะความไม่มั่นใจกับเงินจากภาครัฐที่ล่าช้าจนกลายเป็นภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค

ภาระของรัฐบาลในวันนี้จึงจำเป็นต้องให้น้ำหนักกับเรื่องของการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งถือเป็นปัญหาระยะสั้นไปพร้อมกับเรื่องการปฏิรูปการเมือง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว โดยที่ทั้งสองส่วนนี้ล้วนส่งผลกระทบถึงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้