กรณีความขัดแย้งทางความคิด และมีการเคลื่อนไหวคัดค้าน การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ของกระทรวงพลังงาน
โดยหน่วยงานของรัฐที่เห็นว่า มีความจำเป็นสำหรับประเทศในการแสวงหาแหล่งพลังงานภายในประเทศ เพราะนอกจากจะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว ยังทำให้ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับการนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเกิดการจ้างงานและการลงทุนภายในประเทศอีกด้วย หลังจากที่การเปิดสัมปทานล่าช้ามานานหลายปี
กระทรวงพลังงานพยายามชี้ให้เห็นถึงผลดีต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมกับประเทศ นอกจากนี้มีการปรับเงื่อนไขสัมปทานเพื่อเอาประโยชน์ให้กับภาครัฐมากขึ้น โดยยืนยันว่าภาครัฐจะได้ผลตอบแทนมากขึ้นจากการเปิดสัมปทานในครั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเงื่อนไขการเปิดสัมปทานในอดีต ดังนั้น หากมองในแง่ความมั่นคงด้านพลังงานและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้ว การเปิดสัมปทานรอบนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจของประเทศ
อันที่จริง การชี้แจงข้อมูลและเหตุผลของหน่วยงานรัฐนั้น ไม่ถือว่ามีอะไรแปลกใหม่จากที่เคยชี้แจงไปแล้วก่อนหน้านั้น เพียงแต่ประเด็นการเปิดสัมปทานในครั้งนี้ เกิดการต่อต้านและตั้งคำถามจากประชาชนกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่าการเปิดสัมปทานในครั้งนี้สร้างความเสียหายให้กับประเทศมากกว่าผลดีที่มีการกล่าวถึง โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์สาธารณะที่เกิดขึ้นกับประเทศจริงๆ นั้น ยังเป็นประเด็นใหญ่ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าเงื่อนไขใดเป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคม
หากติดตามการจัดเวทีการแสดงความคิดเห็น ในประเด็นปฏิรูปพลังงานที่ผ่านมา จะเห็นว่าเป็นเรื่องยากมากในการหาข้อยุติร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับกลุ่มคัดค้าน เพราะนอกจากจะมีข้อมูลคนละชุดแล้ว ยังตีความข้อมูลและประเด็นปัญหาต่างกันอย่างมากอีกด้วย ซึ่งกรณีของการสัมปทานปิโตรเลียมก็เช่นเดียวกับประเด็นการปฏิรูปพลังงานด้านอื่น รวมถึงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่รัฐบาลพยายามผลักดันอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นปัญหาวิกฤติความไว้เนื้อเชื่อใจในโดยตรง
ปัญหาความไม่เชื่อใจอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ของประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่กรณีของสัมปทานปิโตรเลียมมและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อื่น มีความซับซ้อนมากกว่าความขัดแย้งทั่วไป กล่าวคือเป็นปัญหาของความไม่เชื่อถือในความรู้ความเชี่ยวชาญของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะจากผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการพัฒนาจากภาครัฐ เพราะที่ผ่านมา มีบทเรียนมากมายเกิดขึ้นไม่ตรงกับที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญวางแผนไว้ แต่ตรงกันข้ามส่งผลกระทบต่อประชาชนค่อนข้างมาก
สังคมในยุคสมัยปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าเป็นวิกฤติของบรรดาผู้เชี่ยวชาญโดยแท้ จึงเกิดมีการใช้ข้อมูลและคำอธิบายอีกชุดมาต่อสู้กันในทุกด้าน ซึ่งเราเชื่อว่าจากนี้ไปปัญหาเช่นเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นในทุกเรื่อง แม้แต่ในเรื่องเล็กน้อย เพราะปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนแต่มีผู้ชำนาญการเหล่านี้เป็นผู้มีส่วนในการวางแผนทั้งสิ้น ตั้งแต่วิกฤติการเงินจนถึงน้ำท่วมใหญ่ครั้งล่าสุด ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาอาจจำเป็นเอกข้อมูลทั้งหมดมาวางบนโต๊ะและถกกันให้จบสิ้น แม้ต้องใช้เวลาก็ตาม









