วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สนช. ต้องชี้แจงกรณี "ประชุมลับที่ไร้มติ"

เป็นเรื่องค่อนข้างแปลก ที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องประชุม "ลับ" เกือบสี่ชั่วโมง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

และไม่แน่ใจว่าประเด็นของการประชุม ที่ไม่เปิดเผยให้สาธารณชนทราบนั้นคืออะไรกันแน่

เพราะมีสมาชิกบางคนบอกว่าที่ประชุมตกลงกันไม่ได้ เนื่องจากเอกสารที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งมานั้นมีความหนากว่า 4,000 หน้า

ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับหัวข้อของการประชุม นั่นคือให้พิจารณาตัดสินว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนนักการเมืองที่ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยส่งเรื่องให้สภานิติบัญญัติฯพิจารณาถอดถอนหรือไม่

เหตุที่เป็นประเด็นเพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุให้มีอำนาจเช่นนั้น แต่เมื่อมีรัฐประหาร ใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่มีการเขียนอำนาจนั้นไว้ชัดเจน จึงต้องให้สมาชิก สนช.พิจารณาว่าตนมีอำนาจถอดถอนหรือไม่

กรณีนี้คือ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดของ คุณสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ คุณนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา อันเกิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภาว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ที่ผมว่า "แปลก" ที่มีการประชุมลับ เพราะหัวข้อเรื่อง สนช. มีอำนาจถอดถอนกรณีนี้หรือไม่ไม่ใช่เรื่องต้องปิดบังซ่อนเร้นอะไรทั้งสิ้น

อีกทั้งฝ่ายที่เห็นว่ามีอำนาจ กับฝ่ายที่เห็นว่าไม่มีอำนาจก็ไม่ควรจะต้องกลัวที่จะแสดงเหตุและผลอย่างตรงไปตรงมาให้ประชาชนได้รับทราบประกอบการพิจารณาว่า สมาชิก สนช. คนไหนมีจุดยืนในเรื่องนี้อย่างไร

ท่านจะมาจากการแต่งตั้ง และไม่อาจจะอ้างว่าเป็น "ตัวแทนของประชาชน" แต่ก็ทำหน้าที่อันสำคัญเกี่ยวกับนิติบัญญัติ สะท้อนถึงความรับผิดชอบของท่านต่อประเทศชาติ

ดังนั้นจึงไม่ควรจะต้องมี "ความลับ" อะไรกับเจ้าของประเทศที่รอให้ท่านได้แสดงเหตุและผลเกี่ยวกับเรื่องอันสำคัญนี้

ท่านจะอ่านเอกสารกว่า 4,000 หน้าที่ ป.ป.ช.ส่งมาเกี่ยวกับการสอบสวนเรื่องนี้ทุกหน้าแล้วหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น เรื่องของเรื่องไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดของการสอบสวน หากแต่อยู่ที่ว่าท่านมีความเห็นอย่างไรเมื่อเกิดคำถามว่า สนช. ชุดนี้มีอำนาจถอดถอนนักการเมืองอย่างที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่

ลงมติเรื่องมีอำนาจถอดถอนหรือไม่ ก็ยังจะมีประเด็นว่าหากมีอำนาจ จะลงมติถอดถอนหรือไม่ต่อมาอีกด้วย

จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องสร้างความสับสนและลึกลับให้กับเรื่องนี้

ยิ่งมีการแก้ไขข้อบังคับ ตัดเนื้อหาที่จะต้องนำเรื่องกลับมาใน สนช.ภายใน 30 วันด้วย ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่านี่เป็น "เกมการเมือง" ของเขาเพื่อจุดหมายพิสดารไปกว่าปกติหรือไม่ อย่างไร

ที่ว่าพิสดารก็เพราะ สนช.ชุดนี้นัยว่าต้องมีความตระหนักในเรื่องปฏิรูปและสร้างค่านิยมใหม่ๆ ว่าด้วยความโปร่งใส, ต่อต้านคอร์รัปชัน และเดินหน้าแก้ปมปัญหาที่นำมาซึ่งวิกฤตทางการเมือง

แต่ลีลาท่าทีในเรื่องนี้ทำให้เสียความน่าเชื่อถือในความหาญกล้าทางการเมือง ของผู้ที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่ "ยกเครื่องประเทศไทย"

กลับทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า สนช.ชุดนี้กลัว "อำนาจเก่า" จนลืมความถูกต้องชอบธรรมและการยึดเอากฎหมายเป็นหลัก โดยไม่สนใจเรื่อง "ตัวบุคคล" ไม่ว่าในอดีต, ปัจจุบัน หรืออนาคต เพราะสาเหตุแห่งความขัดแย้งอันยาวนานของประเทศนั้น มาจากการที่นักการเมืองต่างตีความกฎหมายเข้าข้างตนเอง และไม่ยอมทำตามกติกาบ้านเมือง

หาก สนช.คือกลไกนิติบัญญัติของบ้านเมือง ก็จะต้องทำหน้าที่วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของตนเอง อย่างเปิดเผยและโปร่งใสเพื่อตอบคำถามของประชาชนเจ้าของประเทศ

เพราะอำนาจหน้าที่ของตนเองไม่ใช่หัวข้อสำหรับการ "ประชุมลับ" แล้วไม่มีมติใดๆ อย่างที่ได้เกิดขึ้นแล้วอย่างแน่นอน