วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปสื่อ ตัวกลางปฏิรูปทุกองค์กร

หลักการปฏิรูปสื่อต้องเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร ควรจะมีทิศทางในการสื่อสารสะท้อนกลับไปกลับมา

ความรวดเร็วของการส่งและรับข้อมูลผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคปัจจุบัน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า สื่อ คือ กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมในระบบสังคม รวมไปถึงการกำหนดนิสัย คุณลักษณะของผู้คนในสังคม

จากสถานการณ์ที่ผ่านมาข้อมูลที่เกิดจากการรายงานข่าวของสื่อมวลชน อันเกิดจากการคัดเลือกประเด็นหรือวาระทางสังคม ทำให้ประชาชนเชื่อถือสื่อมวลชน และเมื่อสื่อบุคคลนำเอาข้อมูลจากสื่อมวลชนไปสื่อสารต่อยิ่งทำให้วาระและประเด็นทางสังคมมีระดับความเข้มข้นสูงกว่าเดิม ไม่เพียงเท่านั้นยังมีส่วนสำคัญต่อการขยายวงกว้างของวาระและประเด็นที่ ใครสักคน ซึ่งมีสื่อ (วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และสื่อใหม่) เป็นผู้เลือกสรรและสร้างเนื้อหาต่อๆ ไปจากคนสู่คน จากคนสู่กลุ่ม จากกลุ่มสู่มวลชนและจากมวลชนสู่ประชาชน

การสื่อสารที่มีเสรีภาพแต่ไร้ขอบเขตจำกัดเป็นเรื่องที่ยอมรับกันในสังคมไทย แต่อาจจะมิใช่ในสังคมนานาประเทศ เพราะประชาชนในสังคมของประเทศต่างๆ นั้นมีความแตกต่างของระดับความรู้และความรู้เท่าทันสื่อต่างจากกัน ไม่เพียงเท่านั้นการแสดงออกทางความคิดเห็น และการที่ประชาชนจะมีระดับพื้นฐานความรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจถ่องแท้ในข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งหรือข้อมูลทั้งหมดย่อมเป็นสิ่งที่ควรได้รับความสำคัญเป็นที่หนึ่ง แต่โดยส่วนใหญ่ผู้รับสารทั่วไปมักจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่มายังปลายทางมิได้ออกจากแหล่งกำเนิดของสาร เช่น กรณีการนำเสนอเนื้อหาฆ่าข่มขืน ผู้สื่อมักจะนำเสนอข่าวและรายงานเนื้อหา เล่าเหตุการณ์สถานการณ์อย่างมีรสชาติและพยายามจะนำเสนอตัวแสดงแต่ละตัวที่มีบทบาทในการเป็นผู้ร้าย หรือหาใครสักคนให้กลายเป็นผู้กระทำผิดเพียงแค่ขอบันทึกคำให้การณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเรียบเรียงเขียนใหม่ให้ดูราวกับละครเรื่องหนึ่ง คนอ่านก็จะทำหน้าที่ในค้นหาหาตัวแสดงผู้ร้ายในละครเรื่องใดเรื่องหนึ่งร่วมไปในข้อความนั้นและบอกต่อๆ กันไป จากหนึ่งเป็นสองเรื่อยไปจนทราบกันทุกคน อันเป็นการสื่อสารที่ตัดสินชีวิตใครสักคนมากกว่าจะรอให้ศาลมาตัดสินชะตาชีวิตใครคนนั้น (Prejudice)

การละเลยของนักการสื่อสารมวลชนบ่อยครั้งสร้างพฤติกรรมการสื่อสารที่เลียนแบบในฐานะสื่อที่ทำหน้าที่เป็นผู้ส่องทางสังคม และเป็นเสมือนครูของห้องเรียนขนาดใหญ่ จนนำชุดข้อมูลไปสื่อสารต่อๆ กันไปทั้งที่แปลงสารและไม่ได้แปลงสารในโลกสังคมออนไลน์อย่างไร้ขอบเขต ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “สื่อ” ไม่มีสิทธิ์ ในการทำหน้าที่ตัดสินชะตาชีวิตใคร แต่มีสิทธิ์เพียงทำหน้าที่ให้ความยุติธรรมกับผู้ที่ถูกกระทำทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย อันเป็นหลักกฎหมายและจริยธรรมของสื่อสารมวลชนที่ได้รับการถ่ายทอดกันมายาวนานนับตั้งแต่แรกเริ่มมีการสื่อสารขึ้นในโลก

การขาดทักษะที่จะเข้าใจถึงความแตกต่างทางกฎหมายของประเทศต่างๆ และการที่สื่อมวลชนเพิกเฉยที่จะเข้าถึงหลักสิทธิมนุษยชน หลักการละเมิด และหลักจริยธรรม ของทุกคนไม่ว่าผู้นั้นยังมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต หรือแม้กระทั่งการพยายามทำให้เกิดผลงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง คือ สิ่งสะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทย ต้องการเพียงควานหาผู้กระทำผิดและหรือเพื่อทำให้ตนหรือใครสักคน (ใครคนนั้นมีอำนาจ และชนชั้นทางสังคม) เพื่อให้ใครคนนั้นได้กลายเป็นคนเก่ง โดยเพิกเฉยที่จะสนใจว่าใคร สิ่งใดจะได้รับผลกระทบตามมา ความโกลาหล (Chaos) ของเหตุการณ์จึงยิ่งบานปลาย และจะต้องหาวิธีการทำให้เรื่องจบลงด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง

การปฏิรูประบบราชการในปัจจุบันจึงมีการระบุให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านการสื่อสารทั้งที่เป็นองค์กรของรัฐและหน่วยงานไม่แสวงหาผลกำไรต่างๆ นำเสนอกรอบความเห็นด้านการปฏิรูปสื่อมวลชนในประเทศ อันครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการสื่อสารไปจนถึงการเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสื่อในยุคดิจิทัลอย่างเท่าทัน ซึ่งมีความหลากหลายในวิธีการจัดทำกิจกรรมทั้งระดับจุลภาคไปจนถึงระดับมหภาค แต่สิ่งที่คาดหวังในการปฏิรูปสื่อมวลชนครั้งนี้อาจจะยังไม่ใช่เพียงแค่การจับจ้องในการจัดสรรงบประมาณให้ทำการสื่อสารทิศทางใดทิศทางหนึ่งให้กับหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับการมอบหมายอยู่เป็นประจำเท่านั้น เพราะนั่นคงไม่ใช่นิมิตหมายที่ดีของการปฏิรูปสื่อ แต่ควรจะมีทิศทางในการมอบหมายและสนับสนุนให้มีการสร้างบุคคลทางด้านการสื่อสารใหม่ๆ ให้กับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรทางด้านการสื่อสารและนิเทศศาสตร์ได้มีส่วนในการผลิตบุคลากรทางด้านการสื่อสารให้มีความฉลาดและใช้เครื่องมือการสื่อสารให้เป็นจนไม่อาจจะตกไปเป็นเหยื่อของทุนนิยมและเป็นต้นทางแรกที่จะรักษาและห้ามการเกิดใหม่ของนักการสื่อสารที่จะทำให้สังคมเสียหายต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หลักการปฏิรูปสื่อต้องเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนวิธีการสื่อสารซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์เพียงด้านเดียว และไม่จำเป็นต้องเป็นการสื่อสารที่แสดงให้เห็นผลงานเพียงเท่านั้น แต่ควรจะมีทิศทางในการสื่อสารสะท้อนกลับไปกลับมาผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายโดยมีตัวกลางในการจับประเด็นหรือทำหน้าที่ในการสรุปประเด็นและนำเอาข้อมูลที่ดี ได้รับการตรวจสอบข้อมูลอย่างถูกต้องและเหมาะสมไปปรับปรุง พัฒนาภายใต้การบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นทั้งในด้านนโยบายและงบประมาณเพื่อให้เกิดความสุขโดยทั่วกันอย่างที่ได้ระบุไว้ในสโลแกนกับแบรนด์ (Brand) “คืนความสุขให้ประชาชน (คสช.)” นั่นเอง