วันนี้(22 ต.ค.) ถือว่าเป็นวันครบ 5 เดือนของการยึดอำนาจของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.)
ซึ่งถือว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความคาดหวังในเรื่องการปฏิรูปเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคสช.ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะเป็นภารกิจใหญ่สุด เพื่อส่งมอบประเทศที่เสียหายจากความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาอื่นที่หมักหมมมานานจากการพัฒนาประเทศในอดีต นับจากนี้ไปเราเชื่อว่าจะเห็นทิศทางการปฏิรูปที่ชัดเจนขึ้น หลังจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) มีการเลือกประธานและรองประธานแล้ว
หากนับลำดับเวลาตามโรดแมพของคสช. ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้น และประเมินจากเวลาที่เหลืออยู่จะเห็นได้ว่านับจากนี้ไปถือว่ามีเวลาค่อนข้างจำกัดอย่างยิ่งในการทำเรื่องใหญ่ๆของประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นก็เหลือเวลาไม่มากนัก ซึ่งไม่รวมถึงการปฏิรูปในด้านอื่นๆรวม 11 ด้านตามนโยบายที่ประกาศไว้ และเป็นที่น่าสังเกตว่าขณะนี้การปฏิรูปในแต่ละด้านนั้นยังไม่มีการขยับไปมากเท่าไรนัก เพราะมีขั้นตอนดำเนินการหลายขั้นตอน ทั้งสปช.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
การปฏิรูปประเทศตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ถือว่ามีความซับซ้อนมากในแต่ละปัญหา ซึ่งลำพังการบริหารประเทศในยุคที่มีแต่ปัญหาต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนแทบทุกเรื่องในปัจจุบันนี้ ยังมองไม่ออกว่ารัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปให้คืบหน้าได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้นับว่าโชคดีอย่างมากที่ไม่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน ในตรงกันข้าม กลับมีเสียงสนับสนุนการทำงานจากทุกฝ่าย โดยหวังว่าจะกลับสู่การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว
จากปัญหาเร่งด่วนในการบริหารประเทศที่ผ่านมานั้น ถือว่ารัฐบาลและคสช. สามารถผลักดันให้ขับเคลื่อนได้ ทั้งในด้านงบประมาณภาครัฐและการสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ด้วยการเร่งแก้ปัญหาและอุปสรรคการลงทุนต่างๆ ซึ่งเราต้องยอมรับว่าความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและคสช.นั้นถือว่าค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับการรัฐประหารครั้งก่อนหน้านี้ แต่ปัญหาก็คือรัฐบาลและคสช.จะประคับประคองให้ความเชื่อมั่นดำรงอยู่ต่อไปอย่างไร ซึ่งหากความเชื่อมั่นเกิดขึ้นก็จะส่งผลดีต่อการทำงานไปในตัวด้วย
ดังนั้น เมื่อเริ่มต้นเดือนที่ 6 ของคสช.และเดือนที่ 2 ของรัฐบาล เราหวังว่าจะเห็นการปฏิรูปในด้านต่างๆ สามารถเดินหน้าต่อไปอย่างรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงแค่การบริหารประเทศปกติของรัฐบาลเท่านั้น เพราะอย่าลืมว่าการเข้ามาของคสช.ในครั้งนี้ ประชาชนเกิดความคาดหวังค่อนข้างมากว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้สังคมไทยน่าอยู่และมีกติการ่วมกัน ไม่เกิดความแตกแยกจนเกิดความขัดแย้งและนำไปสู่ความรุนแรงเหมือนไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งได้สร้างความเสียหายมาแล้วจนยากประเมิน
แต่เราไม่เชื่อว่าคสช.หรือรัฐบาล จะสามารถดำเนินการปฏิรูปได้สำเร็จครบถ้วนในช่วงเวลาที่เหลือ แต่เราก็ต้องการรู้ว่ามีเรื่องอะไรที่สำคัญต้องปฏิรูปให้สำเร็จในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และปัญหาอื่นที่ค้างคาไว้นั้นจะทำอย่างไร เราเห็นว่าประเด็นความชัดเจนในแนวทางการปฏิรูปถือว่ามีความสำคัญ เพราะจะเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้ ซึ่งปัจจุบันความเชื่อมั่นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญกับทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นความชัดเจนในแนวทางการปฏิรูป ไม่ใช่ความคลุมเครือ






