สาระสำคัญของกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการค้ำประกันและการจำนอง

สาระสำคัญของกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการค้ำประกันและการจำนอง

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเห็นชอบให้ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เรื่องการค้ำประกันและการจำนอง ประกาศใช้เป็นกฎหมาย(พ.ร.บ.แก้ไขฯ) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานะรอประกาศใช้เป็นกฎหมายในราชกิจจานุเบกษา โดยในบทความครั้งนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงสาระสำคัญในภาพรวมของกฎหมายดังกล่าว โดยอ้างอิงตามร่างพ.ร.บ.แก้ไขฯ ที่ได้เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2557 ดังนี้

เหตุผลในการแก้ไขบทกฎหมายเกี่ยวกับการค้ำประกันและการจำนองในครั้งนี้เนื่องจากบทบัญญัติเดิมในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.) คุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองอย่างไม่เพียงพอ ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมในพ.ร.บ.แก้ไขฯ ดังกล่าวแล้ว ก็จะเห็นว่ามีการแก้ไขในทำนองที่เป็นการเพิ่มความคุ้มครองให้กับผู้ค้ำประกันและผู้จำนองมากขึ้น โดยหลักการคือไม่ต้องการให้ผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองโดยเฉพาะผู้จำนองที่เป็นบุคคลภายนอกที่นำทรัพย์สินของตนเองมาจำนองเพื่อหนี้ของผู้อื่นซึ่งถือว่าเป็นลูกหนี้ลำดับรอง จะต้องรับผิดเกินสมควร โดยผู้เขียนขอยกตัวอย่างสาระสำคัญที่มีการแก้ไข ดังต่อไปนี้

1. กำหนดรายละเอียดที่ต้องมีในสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองซึ่งเดิม ปพพ. ไม่ได้กำหนดไว้โดยชัดเจนว่าสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองจะต้องมีรายละเอียดอะไรบ้างเพียงแต่เป็นที่เข้าใจกันว่าข้อกำหนดในสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองอย่างน้อยจะต้องมีองค์ประกอบที่อ่านแล้วเข้าใจได้ว่าเป็นการค้ำประกันหรือการจำนองตามกฎหมาย ส่วนในทางปฏิบัติการทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง (นอกเหนือไปจากสัญญาจำนองที่ไปจดทะเบียนที่กรมที่ดิน) ก็มักจะอยู่ในรูปแบบของสัญญาที่ธนาคารกำหนด ซึ่งบางครั้งอาจพบว่ามีการกำหนดขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองไม่ชัดเจน แต่ตามพ.ร.บ.แก้ไขฯนี้ กำหนดให้จะต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้รายที่ค้ำประกันหรือจำนอง ลักษณะของมูลนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกันหรือจำนอง และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกันหรือจำนอง (เว้นแต่ในสัญญาบางประเภท เช่น สัญญาที่ก่อหนี้หมุนเวียนจำพวกRevolving Loan เป็นต้น จะไม่กำหนดระยะเวลาดังกล่าวก็ได้) ซึ่งจะทำให้สัญญาค้ำประกันหรือสัญญาจำนองมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองเองก็จะได้ทราบขอบเขตความรับผิดของตนเองเมื่อจะตัดสินใจเข้าค้ำประกันหรือจำนอง

2. การกำหนดให้ข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันหรือจำนองบางประการที่เป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองเป็นโมฆะ เช่นข้อกำหนดที่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม, ข้อกำหนดที่ทำให้ผู้จำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกต้องรับผิดเกินราคาทรัพย์สินที่จำนอง

นอกจากนี้พ.ร.บ.แก้ไขฯ ยังกำหนดให้ข้อตกลงที่กำหนดไว้ล่วงหน้าให้ผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จะต้องรับผิดในหนี้ต่อไปในกรณีที่เจ้าหนี้ผ่อนระยะเวลาการชำระหนี้ให้ลูกหนี้นั้นใช้บังคับไม่ได้ ซึ่งเดิมทีศาลฎีกาเคยมีแนววินิจฉัยในทำนองที่ว่าข้อกำหนดเหล่านี้เป็นเรื่องของข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาให้ใช้บังคับได้

3. การกำหนดวิธีการบอกกล่าวให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน หรือบังคับจำนองตามสัญญาจำนอง ซึ่งกรณีของการค้ำประกัน ปพพ. เดิมกำหนดให้เจ้าหนี้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้เมื่อลูกหนี้ผิดนัด โดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดในการบอกกล่าวไว้ แต่ในพ.ร.บ.แก้ไขฯนี้ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการบอกกล่าวให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้จะต้องทำภายใน 60 วัน นับแต่ลูกหนี้ผิดนัด ไม่เช่นนั้นผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือภาระใดๆที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ส่วนกรณีของการจำนอง ปพพ. เดิมไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่ขัดเจนสำหรับการทำจดหมายบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนการบังคับจำนอง และไม่ได้กำหนดให้ต้องบอกแต่ตามพ.ร.บ.แก้ไขฯ ได้กำหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ากำหนดระยะเวลาให้ชำระหนี้ตามสมควรนั้นจะต้องไม่น้อยกว่า 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับการบอกกล่าว และหากผู้จำนองเป็นบุคคลภายนอกจะต้องทำคำบอกกล่าวไปถึงผู้รับจำนองที่เป็นบุคคลภายนอกนั้นภายใน 15 วันนับแต่ส่งจดหมายบอกกล่าวให้ลูกหนี้ ไม่เช่น ผู้จำนองที่เป็นบุคคลภายนอกจะไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

มีข้อควรระวังว่า แม้ว่ามาตรา 18 ของพ.ร.บ.แก้ไขฯ กำหนดไว้ว่าการแก้ไขครั้งนี้จะไม่มีผลกระทบถึงสัญญาที่ได้ทำก่อนที่พ.ร.บ.แก้ไขฯจะมีผลใช้บังคับ แต่อาจมีข้อยกเว้นในกรณีที่มีข้อกำหนดในพ.ร.บ.แก้ไขฯ นี้กำหนดไว้ชัดเจนว่าให้ใช้บังคับกับสัญญาที่ได้ทำไปก่อนที่พ.ร.บ.แก้ไขฯ จะมีผลใช้บังคับด้วย เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับวิธีการบอกกล่าวให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ หรือการบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนบังคับจำนองให้ใช้กับกรณีที่การผิดนัดเกิดขึ้นภายหลังจากวันที่พ.ร.บ.แก้ไขฯ มีผลบังคับใช้ด้วยแม้ว่าสัญญาจะทำขึ้นก่อนวันที่พ.ร.บ.แก้ไขฯ จะมีผลใช้บังคับก็ตาม เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้การแก้ไขเพิ่มเติมบทกฎหมายเกี่ยวกับการค้ำประกันและการจำนองในครั้งนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองหลายฉบับซึ่งได้ทำไปแล้ว หรือที่กำลังจะเข้าทำในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งคู่สัญญาควรให้ความสนใจและอาจพิจารณาแก้ไขสัญญาตามเหมาะสมเพื่อมิให้ข้อสัญญาดังกล่าวขัดต่อกฎหมายจนอาจส่งผลต่อการบังคับใช้ในอนาคต พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ

**************

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่