วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สินบนศาลคดียุบ ทรท. สืบพยานนัดแรกวันนี้

หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า เคยมีกรณีเสนอสินบนตุลาการรัฐธรรมนูญ ในคดียุบพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2550

จนกลายเป็นข่าวเกรียวกราวในช่วงนั้น

คดียุบพรรคไทยรักไทยถือเป็นคดีใหญ่มาก สืบเนื่องจากข้อกล่าวหาว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อหนีเกณฑ์ต้องได้เสียง 20% ในเขตที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียว หลังพรรคประชาธิปัตย์และพรรคขนาดเล็กอื่นๆ บอยคอตการเลือกตั้งเมื่อปี 2549

คดีนี้ตุลาการรัฐธรรมนูญลงมติด้วยคะแนน 9-0 ให้ยุบพรรคไทยรักไทย เพราะคณะตุลาการเห็นว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหา

ครั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็โดนยื่นคำร้องให้ยุบพรรคด้วยเช่นกัน แต่รอดคดีมาได้...

คดียุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คนเป็นเวลา 5 ปี หลายคนมองว่าเป็นต้นตอหนึ่งของวิกฤติขัดแย้งทางการเมือง และบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งของบ้านเมืองในเวลาต่อมา แต่ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากการโจมตีคำพิพากษาคดีนี้พยายามไม่กล่าวถึง "รอยด่าง" ครั้งสำคัญในกระบวนการยุติธรรม คือ การเสนอสินบนให้กับตุลาการที่มีอำนาจวินิจฉัย

ตุลาการที่ยอมเปิดตัวว่าได้รับการเสนอสินบน คือ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ อดีตรองประธานศาลฎีกา ซึ่งไปดำรงตำแหน่งตุลาการรัฐธรรมนูญในฐานะตัวแทนจากศาลฎีกา

ส่วนผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เสนอสินบน คือ พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีตผู้กำกับการ สภ.โพธิ์แก้ว อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งทั้งสองรู้จักกันในฐานะที่จบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 09 ด้วยกัน

คดีนี้แม้การจ่ายหรือรับสินบนไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 167 เขียนเอาไว้ชัดว่า แค่เสนอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตุลาการ ก็เป็นความผิดแล้ว

กฎหมายเขียนเอาไว้แบบนี้ "ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท"

ต่อมาเมื่อมีการดำเนินคดี พ.ต.อ.ชาญชัยได้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน และมีข่าวเจ้าตัวอ้างว่าได้พูดกับ ม.ล.ไกรฤกษ์ ให้ช่วยเหลือเกี่ยวกับคดียุบพรรคไทยรักไทย พร้อมเสนอตัวเลขให้จริง แต่เป็นแค่การ "พูดเล่น" ตามประสาเพื่อนฝูงเท่านั้น

เหตุการณ์นี้เกิดมาตั้งแต่กลางปี 2550 ตอนแรกก็เป็นข่าวครึกโครม แต่ภายหลังก็แผ่วและเงียบหายไป เคยมีข่าวด้วยซ้ำว่าตำรวจอาจสรุปสำนวนพร้อมเสนอความเห็น "สั่งไม่ฟ้อง" เพราะหลายช่วงเวลาที่คดีนี้เดินไปตามขั้นตอน อำนาจทางการเมืองไปเปลี่ยนขั้วไปอยู่กับฝ่ายพรรคที่ถูกยุบ

แต่ก็ยังดีที่สุดท้ายพนักงานสอบสวนที่มี พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ เป็นหัวหน้า ได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการ พร้อมความเห็นสมควรฟ้อง และอัยการมีความเห็น "สั่งฟ้อง" กระทั่งคดีขึ้นสู่ศาล และนัดเปิดคดี พร้อมสืบพยานนัดแรกในวันนี้

คุณวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้าน คอร์รัปชัน ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องสินบนตุลาการในช่วงที่เกิดเรื่อง มีชื่อเป็นพยานปากสำคัญในคดีด้วย

คุณวีระให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวกรุงเทพธุรกิจว่า คดีนัดสืบพยานนัดแรกที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก และเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ได้เข้าพบอัยการเพื่อซักถามข้อมูล "ผมเป็นคนเปิดเรื่องนี้เอง จึงมีชื่อเป็นพยานโจทก์ แม้จะเป็นคดีที่ใช้เวลานานมากกว่าจะถึงศาล แต่ก็มั่นใจว่าพนักงานสอบสวนน่าจะหาพยานหลักฐานได้ครบถ้วน"

ตลอดเส้นทางของความขัดแย้งและการต่อสู้ทางการเมือง หลายเรื่องราวถูกบิดเบือนและทำให้หลงลืมไป ดังเช่นคดีถุงขนม 2 ล้านที่ไปมอบให้กันถึงอาคารศาลฎีกา แต่ถึงที่สุดแล้วอัยการกลับสั่งไม่ฟ้อง โดยอ้างว่าองค์ประกอบความผิดไม่ครบ

หวังว่าคดีนี้จะเป็นอีกหนึ่งคดีตัวอย่างในยุคที่ใครๆ ในประเทศไทยก็พากันแสดงเจตนาต่อต้านคอร์รัปชัน!