วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รูป Selfie นั้นมีค่ากว่าที่เราคิด

รูปต่างๆ ที่โพสต์ขึ้นไปนั้น หลายครั้งท่านได้ทำการโฆษณาให้กับผลิตภัณฑ์หรือบริการหลายๆ อย่างโดยที่ท่านไม่รู้ตัว

ท่านผู้อ่านปกติโพสต์รูปของตัวท่านเอง หรือ ผลิตภัณฑ์ที่ท่านใช้ หรือ สถานที่ที่ท่านไป หรือ อาหารที่ท่านกำลังจะรับประทาน ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เป็นประจำไหมครับ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นพวกเว็บสำหรับแชร์รูปที่ดังๆ อย่างเช่น Instgram หรือ Flickr หรือ Pinterest ถ้าท่านโพสต์เป็นประจำ ก็ขอให้ทุกท่านทราบเลยนะครับว่ารูปต่างๆ ที่ท่านโพสต์ลงไปนั้น ได้มีบริษัทที่เขานำไปวิเคราะห์ เพื่อหาแนวโน้ม หาพฤติกรรม หาข้อมูลในลักษณะ Insight ฯลฯ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นไปขายให้กับบริษัททางการตลาด หรือ บริษัทที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ เพื่อที่จะเอาไปทำการตลาดต่อครับ

คนในยุคปัจจุบัน (โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่หรือหัวใจยังวัยรุ่นทั้งหลาย) จะชอบสื่อสารกันด้วยรูป ด้วยภาพ มากกว่าตัวอักษร ตัวหนังสือ ทำให้การถ่ายภาพ และ แชร์ภาพให้เพื่อนฝูงหรือคนอื่นๆ ทั่วๆ ไปทราบนั้นกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับสังคมในปัจจุบัน ก็เลยไม่น่าแปลกใจครับ ที่ทางภาคธุรกิจก็ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของคน การหาข้อมูล แนวโน้ม พฤติกรรมของผู้บริโภค จึงมีการพัฒนามาตั้งแต่การทำแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต การติดตามพฤติกรรม มาจนกระทั่งถึงการเก็บข้อมูลที่อยู่ในรูปของดิจิทัลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการซื้อของ การเข้าเว็บ การกด Like จนล่าสุดคือเก็บข้อมูลของผู้บริโภคจากรูปที่เราโพสต์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยนะครับว่า รูปที่ท่านถ่ายกับครอบครัวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หรือ ถ่ายกับเพื่อนที่ร้านอาหาร หรือ Selfie ตัวเองกับฉากหลังสวยๆ จะมีค่าในสายตานักการตลาดหรือนักโฆษณาได้อย่างไร? ท่านอาจจะไม่รู้ตัวนะครับ แต่รูปต่างๆ ที่ท่านโพสต์ขึ้นไปนั้น หลายครั้งท่านได้ทำการโฆษณาให้กับผลิตภัณฑ์หรือบริการหลายๆ อย่างโดยที่ท่านไม่รู้ตัว และท่านไม่ได้รับค่าตอบแทนด้วย (ไม่เหมือนกับบรรดาเซเลบทั้งหลายที่โพสต์รูปสินค้าแล้วได้เงิน)

ท่านนึกภาพรูปของท่านกำลังถือขวดชาเขียวยี่ห้อหนึ่ง และกำลังพูดคุยหัวเราะกับเพื่อน กลางห้างสรรพสินค้าชื่อดังในกรุงเทพ โดยท่านแต่งตัวด้วยชุดลำลองแบรนด์เนมของท่านตามปกติ คำถามคือรูปดังกล่าวจะบอกอะไรให้กับนักการตลาดได้บ้าง? เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถที่จะสแกนรูปของท่านใน Instagram หรือสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ แล้วระบุได้เลยว่าในขณะนั้นท่านกำลังถือ หรือ ใช้ผลิตภัณฑ์อะไรอยู่ (ในกรณีนี้คือชาเขียวยี่ห้อหนึ่ง) ในขณะเดียวกันเทคโนโลยียังบอกได้ว่าใบหน้าของท่านกำลังอยู่ในอารมณ์แบบไหน เช่น เศร้า ร่าเริง หรือ เคร่งขรึม (ในกรณีนี้คือร่าเริง) อีกทั้งยังบอกต่อถึงฉากหลังว่ารูปดังกล่าวถูกบันทึกขึ้นที่ไหน (ในกรณีนี้คือห้างกลางกรุง) และยังบอกต่อได้อีกถึงแบรนด์เสื้อผ้าที่ท่านสวมใส่อยู่ในขณะนั้น

คำถามคือข้อมูลข้างต้นจะบอกอะไรเราได้บ้าง? จริงอยู่นะครับ รูปแค่รูปเดียวอาจจะไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรมาก แต่ถ้ารูปเป็นร้อยๆ หรือ เป็นพันๆ ก็สามารถบ่งบอกถึงข้อมูลที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกได้อย่างน่าสนใจ เช่น กลุ่มคนที่ดื่มชาเขียวยี่ห้อดังกล่าวเป็นคนกลุ่มไหน? อายุประมาณเท่าไร? ดื่มแล้วมีอารมณ์อย่างไร? ดื่มในบรรยากาศหรือสถานที่ไหน? หรือ มักจะใช้สินค้าหรือบริการใดควบคู่ไปด้วย?

ข้อมูลต่างๆ ข้างต้นล้วนแล้วแต่มีค่าสำหรับนักการตลาดทั้งสิ้นครับ แถมเป็นข้อมูลที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง หรือ เป็นข้อมูลที่ตอบเพื่อเอาใจเจ้าของสินค้าอีกด้วย

บริษัทที่เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้จะทำสัญญากับบรรดาสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ แล้วเก็บรูปที่เป็นรูปสาธารณะเหล่านี้มาจากนั้นจึงทำการวิเคราะห์เพื่อขายให้กับแบรนด์หรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อไป ในอดีตเราอาจจะมีการเก็บข้อมูลที่อยู่บนสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะของตัวอักษร คำพูด แต่คราวนี้ด้วยการทำ image mining (พัฒนาการจาก data mining ครับ แต่ไม่เก็บตัวข้อมูลแล้วเป็นภาพแทน) ทำให้เป็นการเปิดอีกช่องทางที่สำคัญในการเข้าถึงข้อมูลลูกค้า แถมการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยรูปนั้น ยังบ่งบอกถึงอารมณ์ ความรู้สึกได้ดีกว่า การเก็บข้อมูลเป็นตัวอักษรครับ

จริงอยู่ที่พัฒนาการทางสังคมและเทคโนโลยี ทำให้ข้อมูลหรือความเป็นส่วนตัวของเราสูญเสียไปมากขึ้น แต่ปัจจุบันไม่ใช่เพียงข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่เป็นความลับอีกต่อไปเท่านั้น เผลอๆ รูปที่เราถ่ายเล่นๆ กับครอบครัวหรือกับเพื่อน กลับกลายเป็นขุมข้อมูลสำหรับธุรกิจ นักการตลาด ในการแสวงหา Customer Insight ในรูปแบบใหม่ได้อีกด้วยครับ ดังนั้นจะโพสต์รูปอะไรก็โปรดตริตรองด้วยนะครับ ว่าท่านยินยอมให้รูปดังกล่าวถูกใช้เป็นข้อมูลทางการตลาดหรือไม่