สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ครบรอบ 60 ปีนี้ มีโครงการสร้างสรรค์หลายเรื่อง
เพื่อยกระดับมาตรฐานคนทำสื่อและรักษา “ความน่าเชื่อถือ” ในสังคม เพื่อทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ในสภาพความเปลี่ยนแปลงที่หนักหน่วงรุนแรงของเทคโนโลยี
หนึ่งในกิจกรรมคือการจัดเสวนาหัวข้อ “ปฏิวัติคนข่าว, อภิวัฒน์สื่อ” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยมีคนมีผลงานในแวดวงสื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวคิด เพื่อปฏิรูปทั้งคนข่าวและองค์กรข่าวให้ยั่งยืนและมีความหมายต่อสังคม
ผู้เข้าร่วมสนทนามี ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูตร รณะนันท์ จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณอ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย, คุณสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, และคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ ซึ่งทำสื่อหลากหลายด้านมายาวนาน และมีผมแทรกตัวเข้าไปร่วมเสนอความเห็นด้วย
สื่อวันนี้ไม่อาจจะเรียกตัวเองว่าเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (Watchdog) หรือ “ผู้เฝ้าประตู” (Gate-keeper) หรือเป็น “กระจกเงาสังคม” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะ social media ทำให้ทุกคนเป็นนักข่าวและสามารถทำหน้าที่ “สื่อ” ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่จำเป็นต้องผ่านสื่อกระแสหลักเหมือนเดิม
ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้บทบาทของสื่ออาชีพยังมีความสำคัญก็คือ ความเป็นมืออาชีพและ “ความน่าเชื่อ” ที่ผมเรียกว่า 3 Ts คือ Technology, Trust และ Transparency.
นั่นคือการใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม และต้องสร้างความน่าไว้วางใจให้กับสังคม รวมถึงการต้องทำตัวให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมที่จะตอบคำถามของสังคมได้ตลอดเวลา
ผมเสนอให้องค์กรสื่อทั้งหลายรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่อย่างมีพลัง นั่นคือ การยกร่างหลักปฏิบัติจริยธรรมสื่อ หรือ Code of Ethics ขึ้นมาใหม่ ให้ครอบคลุมทุกสื่อ รวมถึงสื่อทางเลือกทั้งหลายในเครือข่ายสังคมด้วย
คุณสารีเรียกร้องให้ไทยมีกฎหมายเหมือนต่างประเทศที่เรียกว่า Sunshine Act ซึ่งกำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องต้องเปิดเผยการใช้งบประมาณในสื่อให้โปร่งใสชัดเจน
ผมคิดว่าองค์กรสื่อหากรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียว ก็ควรจะกำหนดในหลักจริยธรรมว่าสื่อจะต้องแจ้งกับสาธารณชนอย่างชัดแจ้งว่า เนื้อหาส่วนไหนเป็นสาระของฝ่ายกองบรรณาธิการ และส่วนไหนเป็นโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อสาธารณชนจะได้แยกแยะออกอย่างชัดแจ้ง
คุณวสันต์เห็นว่าควรจะมีการกำกับดูแลร่วมระหว่างฝ่ายสื่อกับฝ่ายองค์กรอิสระ เช่น กสทช. หรือที่เรียกว่า co-regulators เพื่อให้มีการลงโทษสื่อที่ทำผิด และอุดช่องว่างของการที่สื่อบางสำนักบางแขนงไม่ยอมร่วมในการกำกับดูแลตนเอง (self-regulation)
คุณอ่อนอุษาเห็นว่า ฝ่ายผู้ลงโฆษณาจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนแม้จะไม่มียอดคนดูหรือคนอ่านสูงมากนัก
ผมคิดว่าหากองค์กรสื่อรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งก็สามารถจะ “กำกับดูแลตนเอง” ในวิชาชีพเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ หากให้ประชาชนสามารถเข้าใจและเข้าถึงบทบาทของสภาวิชาชีพ
อ.พิรงรองเห็นว่า ถ้าจะให้บทบาทสื่อมีความสำคัญต่อไปในสังคมหรือที่เรียกว่า relevant องค์กรสื่อจะต้องทำให้เกิดการปรากฏที่มองเห็นหรือ visible กว่าที่เป็นอยู่ เพราะจำนวนข้อร้องเรียนจากประชาชนต่อพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลของสื่อยังมีจำนวนน้อยมาก
เช่นทุกสื่อควรจะนำเสนอคำประกาศของสภาวิชาชีพสื่ออย่างต่อเนื่องให้ได้รับทราบว่า ประชาชนสามารถร้องเรียนได้ในกรณีที่มีประสบการณ์ทางลบกับสื่อใดสื่อหนึ่ง
คุณวสันต์เป็นห่วงว่า หากสื่อสำนักใดไม่พอใจข้อสรุปของสภาวิชาชีพ ก็อาจจะไม่ยอมรับมติหรือลาออกไป ทำให้การกำกับดูแลไม่ได้ผลเท่าที่ควร
ผมมีความเห็นว่าการลงโทษที่ได้ผลที่สุดคือ การลงโทษโดยสังคมหรือ social sanctions ต่อสื่อที่ขาดความรับผิดชอบ โดยที่องค์กรสื่อต้องรณรงค์สร้างความตื่นตัวในสังคม ว่าจะต้องตรวจสอบและติดตามการทำหน้าที่ของสื่ออย่างต่อเนื่องและจริงจัง
ผมนำเสนอว่าองค์กรสื่อต้องจัดให้มีฝึกฝนอบรมคนข่าวรุ่นใหม่ ในทักษะพื้นฐานที่สำคัญตลอดเวลา เพื่อยกระดับคุณภาพการทำหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นหลักการสัมภาษณ์, การทำข่าวสืบสวนสอบสวน, การเคารพในสิทธิส่วนบุคคลของแหล่งข่าว, การปฏิบัติต่อเด็กและผู้สูงอายุ, การนำเสนอข่าวในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ปรากฏใน social media ทั้งหลายทั้งปวง
เพราะแนวโน้มการนำเสนอข่าวและสาระ มีทั้ง investigative journalism, data journalism, narrative journalism, และ social journalism ที่ปรับเปลี่ยนและขยายผลไปในด้านต่าง ๆ ตลอดเวลา
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อกำลังเผชิญการท้าทายอย่างรุนแรง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความคาดหวังของสังคม องค์กรใดไม่ปรับไม่ยกระดับมาตรฐานของตน ก็จะตกขบวนสังคมอย่างช่วยไม่ได้จริง ๆ






