พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงโรดแมพ
ในระยะที่ 3 ซึ่งมีการกำหนดไว้แล้วว่า สิ้นปี 2558 ต้องมีรัฐธรรมนูญการปกครองและต้องใช้เวลาเตรียมการเลือกตั้ง 3-4 เดือน ซึ่งเป็นการกล่าวย้ำหลายครั้ง แต่เรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกันคือการปฏิรูป 11 เรื่องว่า จะออกมาอย่างไร โดยพล.อ.ประยุทธ์ กังวลว่า จะออกมาอย่างไร เนื่องจากขณะนี้มีความคิดเห็นกันมากมาย ทั้งจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า "นี่ยังไม่ได้เปิดสภาฯเลย เถียงกันจนเละไปหมดแล้ว คนหนึ่งพูดขยายตรงนั้นตรงนี้กันไป ไม้รู้ สั่งไปแล้วสปช.พูดให้น้อยลง ให้ไปพูดในสภา ยังไม่ทำงานเลย การเสนอความคิดของตัวมันก็เป็นร้อยเรื่องพันเรื่อง ยกกันมาต้องเลือกตั้งแบบนี้แบบนั้น จะเป็นแบบประธานาธิบดี ไปกันใหญ่ ปวดหัว" ซึ่งแสดงให้เห็นความจริงหลายประการ ของกระบวนการปฏิรูปในครั้งนี้และได้เกิดคำถามขึ้นว่าแผนการต่างๆ ที่เคยวาดไว้นั้นจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ในกระบวนการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่
ความจริงประการแรก คือ แม้รัฐบาลมาจากกองทัพ แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นมากนัก และที่สำคัญจากการแสดงความคิดเห็นกันหลากหลายที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าแนวทางปฏิรูปที่ควรจะเป็นในแต่ละด้านนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ แต่หากมองอีกด้าน การแสดงความคิดเห็นทั้งในและนอกสภานั้น น่าจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสียต่อกระบวนการปฏิรูป เพราะจะก่อให้เกิดการถกเถียงในประเด็นที่ยังเป็นข้อสงสัยของคนกลุ่มต่างๆ ให้จบสิ้นก่อนได้ข้อยุติ
แน่นอนว่า คนที่ต้องการเห็นการถกเถียงหรือการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน อาจจะรู้สึกกังวลเหมือนพล.อ.ประยุทธ์ เพราะต้องการให้มีการพูดกันในที่ทางที่มีอยู่แล้วคือในสภา แต่ธรรมเนียมทางการเมืองไทยในระบบรัฐสภาที่ผ่านมา เราไม่สามารถทำสำเร็จในการบังคับหรือขอร้องให้มีการพูดถึงปัญหาต่างๆ หรือข้อขัดแย้งกันในเวทีของสภา บางกรณีสภาก็ไร้ความหมาย ทำให้ความไม่พอใจกลับไปแสดงออกบนท้องถนน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการทางรัฐสภาของไทยยังไม่พัฒนาไปเท่าที่ควรจะเป็นแม้ผ่านมาหลายสิบปี
ดังนั้น การแสดงออกความคิดเห็นในเรื่องการปฏิรูปนั้นอาจจะถือว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดาของการเมืองไทย และในยุคของสื่อสมัยใหม่ด้วยแล้ว เรายิ่งไม่อาจไปควบคุมการแสดงออกทางความคิดเห็นได้ และก็เป็นเรื่องยากมากขึ้นว่าเราจะไปควบคุม ซึ่งการจัดการกับความคิดเห็นที่ฟุ้งกระจายไปทั่วในยุคปฏิรูปนั้น จึงไม่ใช่การสั่งห้าม เพราะนั่นจะยิ่งซ้ำเติมให้กระบวนการปฏิรูปเกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีว่ามีการควบคุมความคิดเห็น แต่ต้องเปิดกว้างให้มากที่สุดและถกเถียงกันในทุกแง่มุม
เราเห็นว่าการเปิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางที่สุดเท่านั้น ที่จะช่วยให้การปฏิรูปเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งการแสดงความคิดเห็นไม่ใช่อุปสรรคของการปฏิรูป เพราะยิ่งเราเปิดกว้างมากเท่าไร ประชาชนก็ยิ่งเห็นความคิดความอ่านของคนนั้นว่าเป็นอย่างไร ที่สำคัญ หากรัฐบาลหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการปฏิรูปและมีเหตุผลที่ดีพอในการหักล้างข้อกล่าวหาใดๆ ก็ตาม ก็จะยิ่งทำให้การปฏิรูปของรับบาลมีน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งการแสดงความคิดเห็นฟุ้งกระจายหาใช่ผลเสียเสมอไป แต่บางที ก็เป็นประโยชน์กับทิศทางที่เรากำลังจะเดินไป








