ผมเรียกเขาว่า ไอ้หนูหว่อง ชื่อทางการเขา 黃之鋒 (หวังจือเฟิง) แต่เขามักเรียกตัวเองว่า Joshua Wong
ว่ากันว่าเด็กนักเรียนวัย 17 คนนี้ (วันเกิดของเขา...13 ตุลาฯ) ถูกระบุในเอกสารภายในของจีนว่าเป็น “อันตรายต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน” เพียงเพราะเขาเรียกร้องประชาธิปไตย ให้กับบ้านเกิดของเขาคือฮ่องกง
ใครจะเชื่อว่าเด็กหน้าตาเป็น “เด็กเรียน” หรือ “เนิร์ด” ใส่แว่นหนาเตอะคนนี้จะหาญกล้าท้าอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้นำจีน ที่ปกครองคนถึง 1.3 พันล้านคนอย่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิง?
หว่อง มีท่าทางสุภาพเรียบร้อย แต่วาทะแหลมคม โตในครอบครัวชนชั้นกลาง คริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์
คุณพ่อชอบอ่านคัมภีร์ให้ฟัง และมักพาเขาไปเยี่ยมชุมชนคนยากจนในฮ่องกง ให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนด้อยโอกาสในสังคม พ่อแม่เคยส่งเขาไปชนบทจีนเป็นครูอาสาสมัคร
อายุแค่ 14 เขาก็ตั้งชมรมนักเรียนมัธยมชื่อ Scholarism (ซึ่งอาจจะมีความหมายทำนองเป็นปัญญาชนวัยเด็ก) เพื่อรณรงค์คัดค้าน “นโยบายการศึกษาใหม่” ที่ใช้ตำราเรียนที่ออกแบบโดยรัฐบาลปักกิ่ง ซึ่งไม่เอ่ยถึงเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยที่จตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 เลย
และเป็นหนังสือเรียนที่ชี้นำให้เด็กฮ่องกง ต้องยอมรับนับถือพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่เริ่มเรียนหนังสือ
เหลือเชื่อ หว่อง สามารถระดมคนมาร่วมเดินขบวนเรื่องนี้กับเขาได้ถึง 100,000 คน และที่เหลือเชื่อกว่านั้นคือ รัฐบาลฮ่องกงยอมถอย ประกาศเลิกตำราเรียนชุดใหม่ ที่หวังให้เยาวชนรุ่นใหม่ของฮ่องกงยอมสวามิภักดิ์ ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งแต่เริ่มอ่านออกเขียนได้
แม้ว่าลีลาท่าทางของ หว่อง จะไม่ใช่คนมุทะลุดุดัน แต่ถ้อยคำของเขาเข้มข้นและมุ่งมั่น
“ผมไม่ต้องการเดินตามเกมของผู้ใหญ่ การปฏิรูปการเมืองไม่อาจจะมาจากการไปร่วมประชุมหรือไปงานสังคม แลกนามบัตรกัน แล้วก็โยนมันทิ้งถังขยะไป เราต้องทำอะไรที่เด็ดขาดชัดเจน เพราะผู้นำของเราไม่ทำอะไรเลย....” หว่องบอกนักข่าวนิตยสารไทม์สัปดาห์ที่ผ่านมา
เมื่อตัวแทนรัฐบาลฮ่องกงบอกเลิกแผนการเจรจากับแกนนำประท้วงที่เดิมกำหนดไว้สำหรับวันศุกร์ หว่อง ก็ประกาศให้ผู้ชุมนุมกลับมารวมตัวกันครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง ครั้งนี้ขอให้ยึดครองทุกตารางนิ้วหน้าสถานที่ราชการหลักบริเวณ Admiralty เพื่อกดดันให้ทางการต้องยอมเงื่อนไขของผู้ประท้วง
เงื่อนไขนั้นก็คือ ให้ปักกิ่งยอมถอนคำสั่งว่าด้วยการที่จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงในอีกสามปีข้างหน้าให้เหลือเพียง 2-3 คน
ซึ่งก็แปลว่าใครที่รัฐบาลกลางที่ปักกิ่งไม่ชอบหน้า ก็หมดสิทธิ์เสนอตัวเป็นผู้บริหารเกาะแห่งนี้
หว่อง ถือว่านี่เป็นการแทรกแซงการเมืองภายในของฮ่องกงโดยตรง
และเป็นการละเมิดข้อตกลงที่ปักกิ่งลงนามกับฮ่องกงเมื่อปี 1997 ตอนที่อังกฤษส่งคืนให้จีนว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ฮ่องกงจะสามารถปกครองตนเองอย่างเสรีภายใต้กติกา “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่ เติ้งเสี่ยวผิง รับปากอย่างมั่นเหมาะขณะนั้น
ผ่านมา 17 ปีสัญญานี้ยังเหลือ 33 ปี จีนทำท่าว่าจะไม่มีความอดทนที่จะรอนานขนาดนั้น
นักข่าวถามหว่อง ว่ามีใครเป็นต้นแบบของการต่อสู้ไหม เขาบอกว่าไม่มี ถามว่าชอบหนังสือเล่มไหนเป็นพิเศษ เขาบอกว่าไม่มีเช่นกัน
หว่องบอกว่าไม่ต้องการเป็น “วีรบุรุษ” ของการรณรงค์ทางการเมืองและการที่ขบวนการต่อต้านจีนครั้งนี้ไม่มี “ผู้นำ” อย่างชัดเจนนั้นไม่ใช่จุดอ่อน กลับเป็นจุดแข็งด้วยซ้ำไป
“เพราะหากคนฮ่องกงหวังพึ่งผมคนเดียว เพื่อจะประสบความสำเร็จในการประท้วงครั้งนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นความล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้นทีเดียว” หว่องบอก
หว่อง ไม่คิดเหมือนเด็กฮ่องกงคนอื่นทั่วไป
“มีคนบอกผมว่าถ้าผมต้องการเปลี่ยนโลก ผมก็ควรจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย จบแล้วหางานดี ๆ ในรัฐบาลหรือเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผมก็มีโอกาสจะเข้าไปกำหนดนโยบายของรัฐ แต่ผมไม่เชื่ออย่างนั้น ผมเชื่อว่า ถ้าจะเปลี่ยนสังคม ผมต้องเดินบนท้องถนน”
ถามว่าเขาเป็นเพียงแค่เด็กนักเรียนมัธยม จะต่อสู้กับพลังอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้อย่างไร ทำไมไม่ประสานกับนักการเมืองฝ่ายค้านของฮ่องกง และนักเคลื่อนไหวที่มีประสบการณ์มาก่อน หว่องบอกว่า
“เราต้องกำหนดกติกาการต่อสู้ของเราเอง ผมว่านักเรียนมีเวลามากกว่า มีพลังมากกว่า ดังนั้นพวกเราควรจะอยู่แถวหน้าของการต่อสู้...”
จะว่าไปแล้ว หว่อง ก็เป็นเด็กนักเรียนฮ่องกงธรรมดาคนหนึ่ง ยิ่งบางครั้งเมื่อเขาหลีกนักข่าวและช่างภาพด้วยการหลบลงไปในรถไฟใต้ดิน ไม่มีใครจำได้ว่าเขาเป็นใคร มีเพื่อนนักเรียนอีกสองสามคนที่ไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนก๊วนเพื่อนนักเรียนปกติ
หว่อง ไม่แยแสว่าใครจะจำเขาได้หรือไม่ในความวุ่นวายของรถไฟใต้ดินฮ่องกง เขาก้มหน้าก้มตาส่งข้อความในเฟซบุ๊ก และ WhatsApp อย่างใจจดใจจ่อ
เกือบจะไม่น่าเชื่อว่า หว่อง คนนี้คือแกนสำคัญที่จุดประกายให้เกิด “ปฏิวัติร่ม” ที่สร้างกระแสต่อต้านรัฐบาลปักกิ่งหนักหน่วงที่สุดตั้งแต่ 1997
และเกือบไม่น่าเชื่อว่าคนชื่อ สีจิ้นผิง ที่ปักกิ่งจะต้องเช็คข่าวตลอดเวลาว่า “เจ้าหนูน้อยหว่อง” วันนี้ทำอะไรที่อาจคุกคามอนาคตของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้!






