วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

เขาชื่อ 'หว่อง'

ผมเรียกเขาว่า “ไอ้หนูหว่อง” ชื่อทางการเขา 黃之鋒 (หวังจือเฟิง) แต่เขามักเรียกตัวเองว่า Joshua Wong

ว่ากันว่าเด็กนักเรียนวัย 17 คนนี้ (วันเกิดของเขา...13 ตุลาฯ) ถูกระบุในเอกสารภายในของจีนว่าเป็น “อันตรายต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน” เพียงเพราะเขาเรียกร้องประชาธิปไตย ให้กับบ้านเกิดของเขาคือฮ่องกง

ใครจะเชื่อว่าเด็กหน้าตาเป็น “เด็กเรียน” หรือ “เนิร์ด” ใส่แว่นหนาเตอะคนนี้จะหาญกล้าท้าอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้นำจีน ที่ปกครองคนถึง 1.3 พันล้านคนอย่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิง?

หว่อง มีท่าทางสุภาพเรียบร้อย แต่วาทะแหลมคม โตในครอบครัวชนชั้นกลาง คริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์

คุณพ่อชอบอ่านคัมภีร์ให้ฟัง และมักพาเขาไปเยี่ยมชุมชนคนยากจนในฮ่องกง ให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนด้อยโอกาสในสังคม พ่อแม่เคยส่งเขาไปชนบทจีนเป็นครูอาสาสมัคร

อายุแค่ 14 เขาก็ตั้งชมรมนักเรียนมัธยมชื่อ Scholarism (ซึ่งอาจจะมีความหมายทำนองเป็นปัญญาชนวัยเด็ก) เพื่อรณรงค์คัดค้าน “นโยบายการศึกษาใหม่” ที่ใช้ตำราเรียนที่ออกแบบโดยรัฐบาลปักกิ่ง ซึ่งไม่เอ่ยถึงเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยที่จตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 เลย

และเป็นหนังสือเรียนที่ชี้นำให้เด็กฮ่องกง ต้องยอมรับนับถือพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่เริ่มเรียนหนังสือ

เหลือเชื่อ หว่อง สามารถระดมคนมาร่วมเดินขบวนเรื่องนี้กับเขาได้ถึง 100,000 คน และที่เหลือเชื่อกว่านั้นคือ รัฐบาลฮ่องกงยอมถอย ประกาศเลิกตำราเรียนชุดใหม่ ที่หวังให้เยาวชนรุ่นใหม่ของฮ่องกงยอมสวามิภักดิ์ ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนตั้งแต่เริ่มอ่านออกเขียนได้

แม้ว่าลีลาท่าทางของ หว่อง จะไม่ใช่คนมุทะลุดุดัน แต่ถ้อยคำของเขาเข้มข้นและมุ่งมั่น

“ผมไม่ต้องการเดินตามเกมของผู้ใหญ่ การปฏิรูปการเมืองไม่อาจจะมาจากการไปร่วมประชุมหรือไปงานสังคม แลกนามบัตรกัน แล้วก็โยนมันทิ้งถังขยะไป เราต้องทำอะไรที่เด็ดขาดชัดเจน เพราะผู้นำของเราไม่ทำอะไรเลย....” หว่องบอกนักข่าวนิตยสารไทม์สัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อตัวแทนรัฐบาลฮ่องกงบอกเลิกแผนการเจรจากับแกนนำประท้วงที่เดิมกำหนดไว้สำหรับวันศุกร์ หว่อง ก็ประกาศให้ผู้ชุมนุมกลับมารวมตัวกันครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง ครั้งนี้ขอให้ยึดครองทุกตารางนิ้วหน้าสถานที่ราชการหลักบริเวณ Admiralty เพื่อกดดันให้ทางการต้องยอมเงื่อนไขของผู้ประท้วง

เงื่อนไขนั้นก็คือ ให้ปักกิ่งยอมถอนคำสั่งว่าด้วยการที่จะมีคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงในอีกสามปีข้างหน้าให้เหลือเพียง 2-3 คน

ซึ่งก็แปลว่าใครที่รัฐบาลกลางที่ปักกิ่งไม่ชอบหน้า ก็หมดสิทธิ์เสนอตัวเป็นผู้บริหารเกาะแห่งนี้

หว่อง ถือว่านี่เป็นการแทรกแซงการเมืองภายในของฮ่องกงโดยตรง

และเป็นการละเมิดข้อตกลงที่ปักกิ่งลงนามกับฮ่องกงเมื่อปี 1997 ตอนที่อังกฤษส่งคืนให้จีนว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ฮ่องกงจะสามารถปกครองตนเองอย่างเสรีภายใต้กติกา “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่ เติ้งเสี่ยวผิง รับปากอย่างมั่นเหมาะขณะนั้น

ผ่านมา 17 ปีสัญญานี้ยังเหลือ 33 ปี จีนทำท่าว่าจะไม่มีความอดทนที่จะรอนานขนาดนั้น

นักข่าวถามหว่อง ว่ามีใครเป็นต้นแบบของการต่อสู้ไหม เขาบอกว่าไม่มี ถามว่าชอบหนังสือเล่มไหนเป็นพิเศษ เขาบอกว่าไม่มีเช่นกัน

หว่องบอกว่าไม่ต้องการเป็น “วีรบุรุษ” ของการรณรงค์ทางการเมืองและการที่ขบวนการต่อต้านจีนครั้งนี้ไม่มี “ผู้นำ” อย่างชัดเจนนั้นไม่ใช่จุดอ่อน กลับเป็นจุดแข็งด้วยซ้ำไป

“เพราะหากคนฮ่องกงหวังพึ่งผมคนเดียว เพื่อจะประสบความสำเร็จในการประท้วงครั้งนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นความล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้นทีเดียว” หว่องบอก

หว่อง ไม่คิดเหมือนเด็กฮ่องกงคนอื่นทั่วไป

“มีคนบอกผมว่าถ้าผมต้องการเปลี่ยนโลก ผมก็ควรจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย จบแล้วหางานดี ๆ ในรัฐบาลหรือเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผมก็มีโอกาสจะเข้าไปกำหนดนโยบายของรัฐ แต่ผมไม่เชื่ออย่างนั้น ผมเชื่อว่า ถ้าจะเปลี่ยนสังคม ผมต้องเดินบนท้องถนน”

ถามว่าเขาเป็นเพียงแค่เด็กนักเรียนมัธยม จะต่อสู้กับพลังอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้อย่างไร ทำไมไม่ประสานกับนักการเมืองฝ่ายค้านของฮ่องกง และนักเคลื่อนไหวที่มีประสบการณ์มาก่อน หว่องบอกว่า

“เราต้องกำหนดกติกาการต่อสู้ของเราเอง ผมว่านักเรียนมีเวลามากกว่า มีพลังมากกว่า ดังนั้นพวกเราควรจะอยู่แถวหน้าของการต่อสู้...”

จะว่าไปแล้ว หว่อง ก็เป็นเด็กนักเรียนฮ่องกงธรรมดาคนหนึ่ง ยิ่งบางครั้งเมื่อเขาหลีกนักข่าวและช่างภาพด้วยการหลบลงไปในรถไฟใต้ดิน ไม่มีใครจำได้ว่าเขาเป็นใคร มีเพื่อนนักเรียนอีกสองสามคนที่ไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนก๊วนเพื่อนนักเรียนปกติ

หว่อง ไม่แยแสว่าใครจะจำเขาได้หรือไม่ในความวุ่นวายของรถไฟใต้ดินฮ่องกง เขาก้มหน้าก้มตาส่งข้อความในเฟซบุ๊ก และ WhatsApp อย่างใจจดใจจ่อ

เกือบจะไม่น่าเชื่อว่า หว่อง คนนี้คือแกนสำคัญที่จุดประกายให้เกิด “ปฏิวัติร่ม” ที่สร้างกระแสต่อต้านรัฐบาลปักกิ่งหนักหน่วงที่สุดตั้งแต่ 1997

และเกือบไม่น่าเชื่อว่าคนชื่อ สีจิ้นผิง ที่ปักกิ่งจะต้องเช็คข่าวตลอดเวลาว่า “เจ้าหนูน้อยหว่อง” วันนี้ทำอะไรที่อาจคุกคามอนาคตของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้!