วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข่าวดี-ร้าย ตลาดเกิดใหม่รับปี 2015

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟที่เพิ่งจบไป ได้กล่าวถึงเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่

ทั้งที่เป็นข่าวดีและร้าย ดังนี้

ขอเริ่มจากข่าวร้ายก่อน คือ การที่สหรัฐอเมริกาใกล้จะถึงเวลาที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งหากพิจารณาจากช่วงเดือนพฤษภาคม 2013 ที่นายเบน เบอร์นันกี อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ ได้เอ่ยถึงการลดขนาด QE ลง ก็เกิดการไหลออกของเงินทุนจากตลาดเกิดใหม่ถึงเกือบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ดังรูปที่ 1 จึงทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าหากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เอ่ยว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

อย่างไรก็ดี ตลาดเกิดใหม่ก็ดูเหมือนจะมีเรื่องที่ถือได้ว่าเป็นข่าวดีจากรายงานฉบับล่าสุดของไอเอ็มเอฟ คือความไม่สมดุลของดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีขนาดที่ลดลง สำหรับในระดับประเทศนั้น ไม่มีหลักเกณฑ์ใดที่สามารถฟันธงว่าดุลบัญชีเดินสะพัดควรจะอยู่ในระดับสมดุลหรือไม่ แม้ว่าจะมีบางประเทศที่มีเหตุผลในการที่จะให้ดุลบัญชีเดินสะพัดตนเองอยู่ในภาวะเกินดุลหรือขาดดุลก็ตาม อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่เยอะๆ หรืออาจกล่าวได้ว่ามีหนี้สินต่างประเทศมากเกินไปก็อาจเสี่ยงต่อการไม่ยอมต่อหรือยืดอายุหนี้ของเจ้าหนี้ต่างประเทศ และหากเป็นประเทศที่มีความสำคัญในเชิงระบบแล้วด้วยนั้น ก็อาจจะส่งผลข้างเคียงไปได้อีกหลายต่อ ในขณะที่ประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด แม้ดูเหมือนจะมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเงินทุนที่ไหลเข้ามาจากการส่งออก แต่ต้องไม่ลืมว่าหากอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าหรือบริการของโลกลดลง อย่างเช่นตอนเกิดวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ก็อาจจะส่งผลต่อประเทศที่เกินดุลดังกล่าวได้เหมือนกัน

ทั้งนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวจะสูงขึ้นมากหากเกิดกับประเทศขนาดใหญ่และไปส่งผลกระทบต่อระบบการเงินของโลก และยิ่งความไม่สมดุลกระจุกตัวอยู่ในประเทศเหล่านี้ ก็จะเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก ดังเช่นในช่วงกลางทศวรรษที่ 2000 ซึ่งสหรัฐอเมริกามีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดด้วยมูลค่ามหาศาล ส่วนจีนกับญี่ปุ่นมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดด้วยมูลค่ามหาศาลเช่นกัน อันเป็นที่มาของหนึ่งในเหตุผลที่เกิดวิกฤติซับไพร์มนั่นเอง

อย่างไรก็ดี หลังวิกฤติซับไพร์ม ได้เกิดการปรับฐานของความไม่สมดุลของดุลบัญชีเดินสะพัด โดยหากพิจารณาในระดับประเทศจากปี 2006 จนถึงปี 2013 แล้วนั้น จะพบว่าความไม่สมดุลดังกล่าวลดลงจากร้อยละ 2.3 เหลือเพียงร้อยละ 1.2 ต่อจีดีพี โดยยิ่งเมื่อหากพิจารณาประเทศที่เกินดุล 10 อันดับแรก จะพบว่ามูลค่าการเกินดุลลดลงถึงหนึ่งในสี่ จากร้อยละ 2.1 เหลือร้อยละ 1.5

หากพิจารณาไปที่กลุ่มประเทศที่ขาดและเกินดุลจากปี 2006 จนถึง ปี 2013 จะพบว่า ในกลุ่มที่ขาดดุลนั้น จะพบว่า แชมเปี้ยนอย่างสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงประมาณครึ่งหนึ่งเมื่อคิดเป็นหน่วยดอลลาร์ หรือเกือบสองในสามเมื่อคิดเทียบเป็นร้อยละจีดีพีของโลก หรือกระทั่งกลุ่ม PIIGS ของยุโรปโดยรวม ยังเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่ขาดดุลมาเกินดุลอยู่เล็กน้อย อย่างไรก็ดี ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับฉายา Fragile 8 อย่างบราซิล อินเดีย เม็กซิโก และตุรกี จากที่บางประเทศเคยเกินดุลกลับเข้ามาเป็น 10 อันดับแรกของประเทศที่มีการขาดดุลสูงสุด ซึ่งหากคิดในภาพรวมแล้ว ท็อปไฟว์ของประเทศที่ขาดดุลดังกล่าวมีมูลค่าการขาดดุลลดลงจากร้อยละ 80 ในปี 2006 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 65 ในปี 2013 ของมูลค่าการขาดดุลทั้งหมดของโลก ดังรูปที่ 2

ส่วนบรรดาประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด ก็มีมูลค่าการเกินดุลที่ลดลงเช่นกัน โดยจีนมีมูลค่าการเกินดุลดังกล่าวในปี 2013 ลดลงเกือบครึ่งจากปี 2006 เนื่องจากการลงทุนในประเทศที่สูงขึ้น และนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายเพื่อจำกัดผลกระทบของวิกฤติการเงินโลก อีกทั้งมีการขยายตัวของสินเชื่อและราคาสินทรัพย์ รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่ลดลง ส่วนญี่ปุ่นยิ่งหนักเข้าไปอีก มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1980 เนื่องจากการนำเข้าพลังงานหลังจากแผ่นดินไหวทางภาคตะวันออกของประเทศ การส่งออกที่ลดลงจากแผ่นดินไหวดังกล่าวและน้ำท่วมในไทย รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจาก Abenomics แม้ประเทศยุโรปอย่างเยอรมันและเนเธอร์แลนด์จะเกินดุลอยู่เยอะก็ตามที ดังรูปที่ 3

โดยการลดระดับความไม่สมดุลนี้ ดูเหมือนจะส่งผลดีต่อตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากจะทำให้กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าออกจากตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มจะมีเม็ดเงินที่ลดลง ทำให้ลดโอกาสที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลต่อต่อเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่อย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนในช่วงที่ผ่านมา

หรืออาจกล่าวได้ว่า สำหรับตลาดเกิดใหม่ มีความเสี่ยงในระยะสั้นถือว่ายังค่อนข้างสูง ทว่าในระยะปานกลาง มีมุมมองที่น่าจะดีกว่าในอดีตครับ

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้วและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ