วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปอย่างไร ให้บรรลุผล

การแก้ปัญหาถ้าจะให้ได้ผล ต้องเริ่มต้นที่กฎหมายก่อนบังคับให้ทุกคนปฏิบัติ

ก่อนอื่น ต้องขอแสดงความยินดีกับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทั้ง 250 ท่าน การที่ท่านทั้งหลายได้รับการคัดเลือกแสดงว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นในความรู้ความสามารถของท่าน ขณะเดียวกัน ท่านต้องตระหนักว่า ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศต่างก็มีความคาดหวังในตัวท่าน ท่านจึงต้องทุ่มเทให้สมกับที่เขาไว้ใจ

ฝรั่งมีสำนวนหนึ่งที่กล่าวว่า “ถ้าเครื่องยนต์ไม่เสีย อย่าไปซ่อม” แต่สำหรับประเทศไทยตอนนี้ ต้องยอมรับว่า เรามีปัญหามากมาย ทั้งการคอร์รัปชัน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาการปรองดอง จึงมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูป และได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้น

เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า จุดมุ่งหมายของการปฏิรูป คือการเข้าไปแก้ไข เปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น ดังนั้น สปช.ทุกท่านต้องระลึกว่า เขาเลือกท่านเข้าไปเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ให้เข้าไปเป็นจระเข้ขวางคลอง ผู้เขียนไม่เถียงว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ดีอยู่แล้ว ไม่ควรไปเปลี่ยนแปลง เช่นประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามต่างๆ แต่สิ่งที่ทุกคนยอมรับว่าเลว เช่น การรับสินบน การซื้อเสียง หรือปัญหายาเสพติด ทุกคนต้องช่วยกันหาทางแก้ อย่ามัวแต่ไปขัดคอหรือมีข้อแม้มากนักเวลาคนอื่นเสนอทางแก้ไข จริงอยู่ ในการแก้ปัญหาทุกเรื่อง อาจมีคนบางกลุ่มได้รับผลกระทบบ้าง เช่นอาจไม่ได้รับความสะดวกเหมือนเดิม หรือมีต้นทุนมากขึ้น แต่เราต้องพยายามมองผลประโยชน์ของชาติและคนส่วนใหญ่เป็นหลัก ดูว่าอารยประเทศ เขาทำกันอย่างไร สิ่งดีๆ ที่คนอื่นทำได้ คนไทยเราก็ควรทำได้

สิ่งที่น่ากังวลคือ สปช.ส่วนใหญ่ที่ได้รับเลือกเข้าไป มักเป็นคนสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) และเป็นอดีตข้าราชการ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นพวกอนุรักษนิยม ก็หวังว่า เมื่อท่านเหล่านั้นได้อ่านบทความนี้ จะได้เข้าใจบทบาทของตนมากขึ้นว่า ท่านต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เข้าไปอนุรักษ์รูปแบบดำเนินงานเก่าๆ ที่ดำรงอยู่

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องที่ให้เข้าไปปฏิรูปนี้ กว้างขวางมาก และไม่เคยมีการดำเนินการในลักษณะนี้มาก่อน จึงไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ผู้เขียนคิดว่า ถ้าเรามัวแต่รักพี่เสียดายน้อง คิดจะปฏิรูปไปเสียทุกเรื่อง งานอาจไม่สำเร็จ จึงขอเสนอว่า สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้รวบรวมแนวทางปฏิรูปที่เคยมีกลุ่มต่างๆ ศึกษาไว้แล้ว รวมถึงข้อเสนอของคณะกรรมการชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน และชุดของนายคณิต ณ นคร หน้าที่ของ สปช. คือการไปอ่านข้อเสนอแนะเหล่านั้นให้ครบถ้วน จากนั้นมาโหวตกันว่าควรปฏิรูปประเด็นไหนบ้าง เพื่อจำกัดกรอบของการทำงาน อาจมีการเพิ่มประเด็นใหม่เข้าไป เช่น ด้านเศรษฐกิจ ควรเพิ่มเรื่องการปฏิรูปเรื่องภาษีเงินได้ เข้าไปด้วย เป็นต้น

เมื่อได้หัวข้อที่จะปฏิรูปแล้ว จากนั้นให้เวลาแต่ละฝ่ายไปศึกษาเรื่องในฝ่ายของตนโดยละเอียดอีกครั้ง แล้วนำข้อสรุปที่แต่ละท่านได้มาอภิปรายกัน แต่ละเรื่องควรให้จบภายใน 3 เดือน โดยอาจทำพร้อมกันหลายๆ เรื่อง และทุกเรื่องควรมีเป้าหมายให้จบภายใน 1 ปี ตามกรอบเวลาที่ทาง คสช. ตั้งไว้ ถ้าใช้แนวทางนี้ มีโอกาสที่จะสำเร็จได้ง่ายขึ้น

ประเด็นอยู่ที่ว่า จะทำให้ข้อเสนอเหล่านี้ออกมาบังคับใช้ได้อย่างไร เพราะหลายเรื่องก็ไม่ได้ใหญ่โต จนต้องนำไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่อาจไปอยู่ในกฎหมายลูก และอาจต้องใช้เวลาในการร่างเป็นกฎหมาย อย่างน้อยก็ทำให้เป็นหลักการเอาไว้ และมีสัญญาประชาคมว่า นักการเมืองที่ได้รับเลือกมาภายหลัง ห้ามเข้าไปแก้ไข จนเสียหลักการที่วางไว้

ผู้เขียนเชื่อว่า การแก้ปัญหาถ้าจะให้ได้ผล ต้องเริ่มต้นที่กฎหมายก่อน บังคับให้ทุกคนปฏิบัติ จากนั้นจึงค่อยมาปลูกฝังเยาวชนให้เข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายข้อนั้นๆ เชื่อว่าหลังจากนั้นทุกอย่างจะดำเนินไปจนคนคุ้นเคย เพราะมันจะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปในที่สุด แต่ต้องเริ่มจากการบังคับก่อนเสมอ

สุดท้าย โจทย์ยากคือ จะทำอย่างไรให้กฎหมายเป็นกฎหมาย คนไทยชอบเลี่ยงกฎหมาย เพราะเชื่อว่าวิ่งเต้นได้ ยิ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เขามักจะเชื่อว่าระดับตำแหน่งของตนต้องได้รับอภิสิทธิ์ จึงขอให้ สปช. หาทางแก้ไขเรื่องนี้ให้ดี มิฉะนั้น เรื่องที่ตั้งใจไว้ทั้งหมด พอออกเป็นกฎหมาย อาจไม่มีใครเชื่อถือ เพราะวิ่งเต้นกันได้หมด

เรื่องนี้ขอให้รวมถึงการตีความกฎหมายแบบศรีธนญชัย ทั้งที่กฎหมายเขียนไว้ชัดเจน แต่ก็หลบเลี่ยงกันเห็นๆ เช่น กฎหมายให้ ส.ส. เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ท่านก็ให้ลูกสมัครแทน บ้างก็ประกาศชัดว่า พี่คิดน้องทำ หรือมีการโอนหุ้นให้ลูกทั้งหมดนับหมื่นล้านบาท แต่เบื้องหลังให้ลูกเซ็นสัญญาเงินกู้ในมูลค่าที่ใกล้เคียงกัน เผื่อลูกจะไม่คืนให้ เรื่องแบบนี้ ป.ป.ช.หรือผู้พิพากษาต้องกล้าชี้มูล เพราะเคยมีกรณีศึกษาว่า สามีกำลังจะล้มละลาย จึงรีบโอนทรัพย์ให้ภรรยาและแจ้งหย่าขาดจากสามี สุดท้ายเมื่อเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า ทั้งคู่ยังอยู่กินด้วยกัน ก็ยังสามารถยึดทรัพย์มาใช้คืนให้เจ้าหนี้ได้ทั้งที่จดทะเบียนหย่ากันแล้ว เรื่องทำนองนี้ คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้ว่านี่เป็นวิธีหลบเลี่ยงกฎหมาย แล้วผู้พิพากษาซึ่งมีวิจารณญาณที่สูงกว่ามาก จะไม่รู้ได้อย่างไร

ประชาชนเริ่มแรกเดิมที มีความหวังกับการเปลี่ยนแปลงจาก คสช. มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายเรื่องไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ราคาลอตเตอรี่ บางเรื่องก็ทำออกมาอย่างเสียไม่ได้ เช่นกฎหมายมรดก ความหวังจึงมาตกที่ สปช. ว่า จะทำได้จริงสมกับที่ชาวบ้านคาดหวังไว้หรือไม่

โปรดจำไว้ว่า การปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เปรียบเป็นรถยนต์ ก็ต้องยกเครื่องเปลี่ยนเกียร์ เปลี่ยนช่วงล่างไปเลย หาใช่การปะผุอย่างที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ครับ