ธรรมาภิบาลมีไว้ปฏิบัติ

ธรรมาภิบาลมีไว้ปฏิบัติ

ในช่วงเวลาของการปฏิรูปสังคมไทย คำว่า "ธรรมาภิบาล" ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษ คำว่า "good governance"

ซึ่งบางครั้งมีการแปลว่า "การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี" หรือ "วิธีการปกครองที่ดี" ถือว่าเป็นคำที่มีการพูดถึงกันมากสุดคำหนึ่ง แม้ว่าความหมายว่าอะไรที่เรียกว่า"ธรรมาภิบาล"นั้นยังเป็นข้อถกเถียง แต่โดยรวมแล้วมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือ เป็นหลักการบริหารงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้นหากเราต้องการมี"ธรรมาภิบาล" จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดกติกาหรือกฎหมายออกมาเพื่อบังคับใช้

คำว่า "ธรรมาภิบาล" ถือเป็นแนวคิดของฝรั่งขนานแท้ เป็นการพยายามกำหนดกรอบกติกาในระดับโลก เพื่อสนองตอบการค้าการลงทุนอย่างเสรี โดยเป็นระบบมาใช้วัดสังคมต่างๆ ทั่วโลก นอกจากจะทำให้เป็นดัชนีชี้วัดระดับน่าลงทุนแล้ว ยังช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจหรือมีเกณฑ์ในการตัดสินว่าจะลงทุนที่ใดดีที่สุด แต่หลักการของ"ธรรมาภิบาล"ส่วนใหญ่ก็สอดคล้องกับหลักจริยธรรมพื้นฐานทั่วไปของสังคมต่างๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ถูกหยิบยกมาอย่างเป็นระบบและสร้างเป็นตัวชี้วัด รวมถึงประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นทางสังคมเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันดูเหมือนว่าหลักธรรมาภิบาล เป็นกติกาสากลที่ต้องประพฤติปฏิบัติ เพื่อสร้างสังคมที่ดีและมีความรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมา ภาคธุรกิจ หรือ หน่วยงาน ต่างก็พยายามชี้ให้เห็นว่าองค์กรของตัวเองนั้นมีธรรมาภิบาล จึงทำให้เกิดการรณรงค์และเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎกติกาเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลขึ้นในสังคม รวมถึงพยายามชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการไม่มีธรรมาภิบาลว่าจะส่งผลอย่างไรต่อองค์กรในระยะยาว แม้แต่องค์กรระหว่างประเทศก็ยังกล่าวถึงบ่อยครั้งว่าประเด็นนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประเทศ

อันที่จริง ในประเทศไทยมีการรณรงค์อย่างมากจากภาคเอกชน เพราะเห็นว่าหากกฎกติกาทางสังคมไม่มีธรรมาภิบาลแล้ว ผลสุดท้ายก็จะเป็นเสียต่อธุรกิจในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถแข่งขันได้ในยุคการแข่งขันด้านการค้าการลงทุน อีกทั้งหากสังคมไม่มีธรรมาภิบาลแล้ว ผลสุดท้ายก็จะส่งผลเสียต่อภาคธุรกิจเองในเรื่องของต้นทุนและการดำเนินธุรกิจ และที่ผ่านมา การรณรงค์ของภาคธุรกิจก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างกระแสตื่นตัวของสังคม โดยเฉพาะการต่อต้านคอร์รัปชัน

ขณะนี้เป็นช่วงเวลาของรัฐบาลปฏิรูปดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และคนในรัฐบาลต่างก็เห็นด้วยกับการสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในสังคม อีกทั้งรัฐบาลยังประกาศเป็นนโยบายหลักที่ต้องเดินหน้าปฏิรูป อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าแนวทางการปฏิรูปในเรื่องการบริหารจัดการที่ดีจะทำอย่างไร ก็ปรากฏว่ามีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะคนในรัฐบาล ประหนึ่งว่าปัญหาที่ผ่านมาของประเทศทั้งหมดเกิดจากปัญหาธรรมาภิบาลเพียงอย่างเดียว ซึ่งพูดถึงราวกับว่าเป็นศัตรูอันดับต้นๆ ของสังคมไทย

เราเห็นว่าการพูดถึงธรรมาภิบาลนั้นเป็นเรื่องดี เพราะทำให้เกิดการตื่นตัว แต่เราต้องการเห็นการพูดออกมาแล้วเห็นผลเชิงปฏิบัติว่าจะทำอย่างไร ไม่เช่นนั้น การกล่าวถึงธรรมาภิบาลก็จะเหมือนกับการพูดว่า"จงทำดี" แต่ไม่ได้มีแนวปฏิบัติอะไรที่ชัดเจนมาเป็นแบบอย่าง ดังนั้น ถึงเวลาที่เราจะต้องวางแนวทางปฏิบัติให้ชัดในระดับสังคม ไม่ใช่เพียงแค่บางองค์กรเท่านั้น หาไม่แล้ว "ธรรมาภิบาล" ก็เป็นเพียงแค่คำพูดลอยๆ เป็นกระแสนิยม เพราะแก่นแท้ของธรรมาภิบาลแล้ว คือ หลักเกณฑ์ในการปฏิบัติ มากกว่าเป็นคติประจำใจ