อาทิตย์ที่ผ่านมาผมเดินทางไปประเทศภูฏาน และไม่กี่วันต่อมา ผมก็บินไปจังหวัดน่านด้วยภารกิจที่ต่างกัน
แต่สัมผัสความเหมือนและความต่างที่น่าสนใจยิ่ง
ภูฏานกับน่านเหมือนกันตรงมีธรรมชาติที่สวยงาม สงบ และมีวัดวาอารามเก่าแก่ มีเทือกเขาและสายน้ำ มีคนที่รักสันติ และสนิทแน่นกับศาสนาพุทธ
และมีความละม้ายตรงที่คนท้องถิ่นพยายามจะปกปักรักษาป่า และสายน้ำให้อยู่คู่กับวิถีชีวิตของผู้คน
ต่างกันตรงที่ว่าภูฏานยังรักษาป่าและต้นน้ำเอาไว้ได้พอสมควร เพราะกฎหมายระบุว่าจะต้องให้แผ่นดินมีป่าอย่างน้อย 60% ไม่ว่าในกรณีใด
แต่น่านกำลังเผชิญกับสิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัด (คุณอุกริช พึ่งโสภา) เรียกว่าเป็น “มะเร็งขั้นที่ 2-3” เพราะป่าไม้ถูกทำลายหนักหน่วงขึ้นตลอดเวลา เหตุเพราะชาวไร้ต้องหักร้างถากป่า เพื่อปลูกพืชที่สร้างรายได้เช่นข้าวโพดจนภูเขาโล้นเป็นแถบ ๆ
อีกทั้งยังมีการใช้สารเคมีกันอย่างกว้างขวางในการทำการเกษตร เพื่อเสริมรายได้ตนเอง จนทำให้แม่น้ำลำธารกลายเป็นพิษอย่างน่ากลัว
ระบบทุนนิยมและการจ้างคนท้องถิ่นปลูกพืชให้กับธุรกิจใหญ่กำลังคุกคามธรรมชาติ จนทำให้คุณภาพชีวิตของคนน่านมีปัญหาอย่างหนัก
เกิดคำถามว่าการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่นี่ล้มเหลวเพราะเหตุใด?
ผมไปตั้ง “เวทีพลเมืองปฏิรูป” ที่น่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเพื่อพยายามหาคำตอบ และระดมความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อหาทางแก้ปัญหาที่กำลังจะลุกลามไม่เฉพาะที่น่าน แต่กำลังขยายวงไปในอีกหลาย ๆ จังหวัดทั่วประเทศ
เพราะทรัพยากรธรรมชาติมีจำกัด แต่การพัฒนาด้านต่าง ๆ ต้องใช้ทรัพยากรอย่างมาก และขาดการ “บูรณาการ” ไม่เพียงแต่ระหว่างรัฐกับภาคประชาชนเท่านั้น แต่ยังขาดการประสานระหว่างหน่วยราชการกันเองจนกลายเป็น “วิกฤต” ระดับต้น ๆ ของประเทศ
ภูฏานใช้นโยบาย “เศรษฐกิจพอเพียง” และวัดความสำเร็จของการพัฒนาบ้านเมืองด้วย “ดัชนีความสุข” ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปีเท่านั้น
เขาใช้ Gross National Happiness (GNH) แทน Gross National Product (GNP) ซึ่งแปลว่าเขาจะวัดว่าการพัฒนาประเทศจะถือว่าบรรลุเป้าหมายหรือไม่ เขาไม่ได้วัดเพียงผลผลิตมวลรวมของประเทศที่มีมิติเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เขาต้องการวัดผลทางด้านสังคม, วัฒนธรรม, สิ่งแวดล้อม และความผาสุกของประชาชนด้วย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงริเริ่มแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” แต่ในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรคมากมายหลายด้าน เพราะนโยบายถูกกำหนดจากข้างบน และข้าราชการกับเจ้าหน้าที่รัฐยึดเอากฎหมายตายตัว โดยไม่ให้ความสำคัญกับชุมชน
จนเกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านอย่างกว้างขวางมาตลอด
พิสูจน์แล้วว่าการใช้กฎหมายเช่นนี้ ไม่ได้สามารถป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติเลย ตรงกันข้ามกลับทำให้ความเสียหายระบาดบานปลายยิ่งขึ้นอย่างที่ประจักษ์แล้วที่จังหวัดน่าน
แต่ยังน่าชื่นชมที่ภาคประชาชนของน่านมีความเข้มแข็ง อดทน และสามารถรวมตัวกันได้อย่างดียิ่งในการสร้างชุมชนเพื่อการเรียนรู้ รวมตัวกันเพื่อต่อรองกับเจ้าหน้าที่รัฐ และเขียนบทบัญญัติชุมชนของตนขึ้นมาเป็นหลักปฏิบัติเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม และลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าภาครัฐจะมีคำประกาศผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมายในบางกรณีเพื่อลดความขัดแย้ง แต่ก็เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ยังจะต้องมีการตรากฎหมายใหม่หรือแก้ไขกติกาเพื่อให้การบูรณาการระหว่างรัฐกับชุมชน ในประเด็นสิทธิการทำกินและสิทธิการถือครองที่ดินมีความชัดเจนและเอื้อต่อการปกปักรักษาป่า, ดิน, และน้ำของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ในวงเสวนาวันนั้นผมสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจและพลังของคนน่านในการทวงคืนผืนป่าและวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ และสร้างความสมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจ” กับ “คุณภาพชีวิต” อย่างน่าเลื่อมใส
“น้ำ” คือหัวใจของการเปลี่ยนโฉมหน้าจังหวัดน่าน และภาคประชาชนกับภาครัฐของน่านกำลังแสดงถึงความพร้อมในการจะแสวงหาสูตรของการรักษาโรคร้ายของน่านอย่างขะมักเขม้น
คุณบัณฑูร ล่ำซำ แห่ง KBank มีความหลงใหลในเสน่ห์ของน่าน ถึงกับปักหลักสร้างบ้านพักของตนเองขึ้นที่นี่ บอกผมว่าทุกฝ่ายของจังหวัดน่านกำลังทุ่มเทเพื่อปรับให้น่านเป็น “สวิตเซอร์แลนด์ของประเทศไทย” ให้ได้ในไม่ช้านี้
และสิ่งที่เรียกว่า “น่านโมเดล” ก็อาจจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศไทย ที่มีชุมนุมท้องถิ่นเป็นแกนสำคัญของการกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นตัวอย่างให้จังหวัดอื่น ๆ นำไปปรับใช้ได้ในอนาคตอันใกล้นี้









