ไม่ว่าผลการเจรจาระหว่างผู้ประท้วง กับรัฐบาลฮ่องกงจะลงเอยอย่างไร ผมก็ไม่เชื่อว่ารอยร้าวของสองฝ่าย
จะประสานกันได้
เพราะรัฐบาลปักกิ่งไม่อยู่ในฐานะจะ "ปรองดอง" จุดยืนของตนที่ต้องการควบคุม และกำกับวิถีการเมืองของฮ่องกงอย่างเข้มข้น
หากจะมีท่าทีประนีประนอมยอมเจรจา จากรัฐบาลฮ่องกงกับผู้ประท้วงที่ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ นั่นเป็นเพียงยุทธวิธีแห่งการซื้อเวลาเท่านั้น มิใช่การยอมต่อรองเพื่อให้คนฮ่องกงเชื่อว่า จะสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองที่เป็นอิสระจากปักกิ่งได้
คำว่า "หนึ่งประเทศ สองระบบ" เป็นกุศโลบายระยะนั้นของ เติ้ง เสี่ยวผิง ตอนที่ต้องเอาฮ่องกงคืนจากอังกฤษอย่างราบรื่นโดยไม่ก่อให้เกิดกระแสความแตกตื่นเท่านั้น แต่ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าจีนต้องการให้ "มีประเทศจีนเพียงประเทศเดียวในโลกนี้" หรือที่เรียกว่า One-China Policyเท่านั้น จะเป็นอื่นไปไม่ได้
การประท้วงที่เรียกว่า "ปฏิวัติร่ม" ครั้งนี้ไม่ว่าผลจะลงเอยอย่างไร หรือไม่ว่าฝ่ายไหนจะอ้างชัยชนะเป็นของตน แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือว่าต่อแต่นี้ไปฮ่องกงจะไม่เหมือนเดิมอีก
เพราะเดิมฮ่องกงถูกมองเป็นเพียงศูนย์กลางทางการเงินที่ไม่มีประเด็นการเมือง เพราะถูกมองว่าคนฮ่องกงสนใจแต่เพียงการทำมาหากินเท่านั้น ไม่ต้องการจะมีบทบาททางการเมืองอะไรมากมายนัก อาจจะมีการรวมตัวกันในบางโอกาสเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมินประจำปีบ้าง หรือมีการเรียกร้องให้มีสิทธิเลือกผู้บริหารเกาะบ้าง แต่ที่ผ่านมาก็เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวที่มีความสนใจการเมืองเท่านั้น
แต่การประท้วงครั้งนี้ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดตั้งแต่ฮ่องกงกลับมาเป็นของจีนเมื่อ 17 ปีก่อน ตอกย้ำว่าความเข้าใจเช่นนั้นผิดไปถนัด
เพราะคนที่ออกมาปักหลักต่อต้าน ยืนหยัดในสิทธิของการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดของตนโดยไม่ให้ปักกิ่งมาแทรกแซงนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่กับคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น หากแต่เป็นการสะท้อนถึงความตื่นตัวทางการเมืองของคนฮ่องกงจำนวนไม่น้อย
คนเหล่านี้ไม่กลัวเสียงขู่ของจีน ไม่หวั่นว่าจะถูกจับหรือกักขัง แต่ต้องการจะแสดงให้รัฐบาลจีนที่ปักกิ่งเห็นว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้อนาคตของฮ่องกง เป็นส่วนหนึ่งของพรรคคอมิวนิสต์จีนเป็นอันขาด
เพราะข้อตกลง "หนึ่งประเทศ สองระบบ" นั้นระบุชัดว่าคนฮ่องกงจะต้องสามารถดำเนินแนวทางการเมืองเสรี บริหารด้วยคนที่คนฮ่องกงเลือกเอง และมีกฎกติกาเป็น "ประชาธิปไตย" ในรูปแบบที่เอื้อต่อการสร้างความมั่นใจในอนาคตของตน
แต่ปักกิ่งย่อมไม่ยอมเล่นเกมนี้ เพราะการยอมให้ผู้ประท้วงฮ่องกงปักหลักชุมนุม และยึดสถานที่ราชการได้ที่ฮ่องกงย่อมสร้างความหวั่นไหวต่อผู้นำ เช่น ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่กลัวว่าดินแดนส่วนอื่นของจีน ที่มีแนวโน้มจะเรียกร้องสิทธิการปกครองตนเองก็จะเจริญรอยตามฮ่องกง นั่นคือฝันร้ายที่ปักกิ่งจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นเป็นอันขาด
ดังนั้นฮ่องกงจะไม่เหมือนเดิมก็ตรงที่ปักกิ่งจะเริ่มใช้วิธีการกดดันในรูปแบบต่างๆ สำหรับฮ่องกง เพื่อกระชับอำนาจและป้องกันไม่ให้มีการรวมตัวของผู้ต่อต้านปักกิ่งได้อีก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่มีกิจกรรมการเมือง หรือการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐและบทบาทของสื่อบนเกาะแห่งนี้
แน่นอนว่าปักกิ่งจะพุ่งเป้าไปที่นักศึกษา, อาจารย์ และมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เกี่ยวโยงกับการประท้วงครั้งนี้ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นได้อีก
แต่จีนแผ่นดินใหญ่ก็จะต้องทำด้วยความระมัดระวังเช่นกัน จะไม่ออกมาโฉ่งฉ่าง ยกเว้นจะให้สื่อที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐออกมาสำทับด้วยภาษาดุดันเป็นระยะๆ แต่ปักกิ่งคงไม่ส่งทหารเข้าระงับเหตุ หรือส่งเจ้าหน้าที่จากปักกิ่งมาสำแดงฤทธิ์เดช หากแต่จะใช้เจ้าหน้าที่ของฮ่องกงเองนั่นแหละ ที่จะกำราบนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยอย่างชนิดประชิดตัวกันทีเดียว
หากการเจรจาที่ฮ่องกงเมื่อวานนี้ลงเอย ด้วยการประนีประนอมผ่อนปรนเรื่องกติกาการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดในปี 2017 ก็อย่าได้คิดว่าเรื่องจะจบลงง่ายๆ เช่นนั้น เพราะประวัติศาสตร์บอกเราว่าผู้นำจีนไม่เคยยอมถอยให้ผู้เรียกร้องทางการเมืองแม้แต่ก้าวเดียว
ครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ว่า "ปฏิวัติร่มที่ฮ่องกง" จะเขย่าบัลลังก์ผู้นำปักกิ่งได้มากกว่า "เหตุการณ์เทียนอันเหมิน" หรือไม่









