กระแสการปฏิรูปประเทศได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2557
ผู้เขียนเองได้เคยผลักดัน “โครงการปฏิรูปประเทศไทย” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ (ต่อมาได้ถูกยุบไปในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549) สำนักนายกรัฐมนตรี และในขณะที่ผู้เขียนในฐานะคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดให้มีการจัดตั้งสภาปฏิรูปประเทศไทยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อให้ “การปฏิรูป” เป็นเรื่องของประชาชน เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายมีส่วนในการปฏิรูปอย่างเต็มที่
แต่ในขณะนั้นกระแสการปฏิรูปประเทศไทยยังไม่ตื่นตัวมากนัก วันนี้ การปฏิรูปประเทศไทยกำลังเดินหน้าอีกครั้งหนึ่งภายใต้สภาปฏิรูปภายใต้รัฐบาล คสช. คงต้องติดตามกันในรายละเอียดว่า การปฏิรูปทั้ง 11 ด้านรวมทั้งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะออกมามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ผลงานเหล่านี้ก็จะเป็นรากฐานให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งดำเนินการต่อ เพราะการปฏิรูปประเทศไม่อาจเสร็จสิ้นในปีเดียวได้
หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ต้นแบบของการปฏิรูปให้ทันสมัยเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ห้า การปฏิรูปในบางด้านใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเห็นผล ช่วงสมัยของรัชกาลที่สี่ต่อเนื่องจนถึงรัชกาลที่ห้า เป็นยุคล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตก ประเทศรอบข้างล้วนตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศส ด้วยพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่สี่และรัชกาลที่ห้า รวมทั้งเหตุปัจจัยหลายประการ ประเทศไทยจึงรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สยามปิดจุดอ่อนของประเทศในแถบนี้ที่ตะวันตกใช้เป็นหนึ่งในข้ออ้างหลายๆ ข้อทำให้ประเทศเหล่านี้ตกเป็นอาณานิคม ด้วยเหตุผลล้าหลัง ป่าเถื่อนและไม่ทันสมัย การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง จึงเป็นส่วนผสมของพระปณิธานในการปฏิรูปสยาม บวกกับ สภาพแวดล้อมภายนอกบีบบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย ในยุคสมัยนี้ก็เช่นเดียวกัน ความตั้งใจในการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยเป็นผลทั้งจากความมุ่งมั่นของกลุ่มพลังต่างๆ และสภาพโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีตามกรอบองค์กรการค้าโลกบีบให้ต้องเปลี่ยนแปลง
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปประเทศให้เจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ ปรับปรุงระบบศาล ปฏิรูประบบราชการ รวมศูนย์อำนาจการเมืองการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง ทรงประกาศเลิกทาส สร้างทางรถไฟและระบบคมนาคมทันสมัย จัดตั้งหน่วยงานไปรษณีย์โทรเลข การปฏิรูปให้ทันสมัยในสมัยรัชกาลที่ห้าไม่ได้ทำแบบเร่งรีบและใช้เวลายาวนานถึง 35 ปี และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบางระดับของโครงสร้างทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างกว้างขวาง ขณะที่เปิดโอกาสให้เกิดการเติบโตของชนชั้นขุนนางหรือข้าราชการยุคใหม่ และ ชนชั้นพ่อค้า
ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมวงศ์ชั้นสูง 4 พระองค์ และข้าราชการของสถานทูตสยามประจำกรุงลอนดอนและกรุงปารีส 7 ท่าน ซึ่งได้ไปเห็นความเจริญความมีอารยธรรมของฝรั่ง จึงมีหนังสือลงวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1885 กราบทูลรัชกาลที่ 5 ให้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ท่านเหล่านั้นคือ กรมพระยานเรศวรฤทธิ์ พระยาชนินทรภักดี (เปลี่ยน หัสดิเสวี) พระยาสิงหเสนี (สะอาด สิงหเสนี) กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา พระยามหาโยธา (นกแก้ว คชเสนี) กรมพระสวัสดิ์วัดนวิศิษฏ์ พระยาอภัยพิพิธ (สุ่น สาตราภัย) จมื่นไวยวรนาถ (บุศ เพ็ญกุล) พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรา (นาค ณ ป้องเพชร์) ขุนปฏิภาณพิจิตร์ (หรุ่น) ปรากฏว่าการเรียกร้องครั้งนั้นไม่ได้รับการตอบสนองมากนัก เพราะรัชกาลที่ห้าทรงเห็นว่าประเทศสยามยังไม่พร้อม แต่พระองค์ท่านก็ทรงดำเนินการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมและวางรากฐานที่เข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยที่จะได้รับสถาปนาขึ้นในระยะต่อมา
การปฏิรูปเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัย ร. 4 และภารกิจการปฏิรูปประเทศปรากฏผลชัดเจนตลอดช่วงเวลา 42 ปีแห่งการครองราชย์ของ ร. 5 แต่ การปฏิรูปประเทศได้เข้าสู่สภาวะแห่งความยุ่งยากซับซ้อนในสมัย ร. 6 นักวิชาการส่วนใหญ่มองความสำเร็จในการปฏิรูปสยามสมัย ร. 5 ว่าเป็นต้นแบบและเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศมีความทันสมัยก้าวหน้าขึ้น และ ทำให้หลุดพ้นจากภัยของจักรวรรดินิยมจากยุโรปและทำให้เรารักษาเอกราชไว้ได้ นักวิชาการจีนในยุคนั้น อย่าง “เหลียง ฉี่ เชา” และ “เชียะ ฝู เฉิง” ยกย่องให้จีนเอาไทยเป็นแบบอย่าง และ กล่าวถึงสยามอย่างยกย่องว่า “แม้นถูกรุมเร้าสยามก็ยืดหยัดอย่างภาคภูมิ”
ขณะที่นักวิชาการเสียงข้างน้อยมีแง่มุมที่แตกต่าง งานวิจัยประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์วิจารณ์ของ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา สุธี ประศาสน์เศรษฐ และ นอร์แมน จาคอบส์ ตลอดจนถึง งานวิชาการของนักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกอย่าง เบเนดิก แอนเดอร์สัน มอง การปฏิรูปว่าเป็นส่วนหนึ่งของความต้องการในการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางมีความมุ่งหมายเพื่อรักษาอำนาจของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น จึงอาจเป็นการรับใช้ผลประโยชน์ของ “ราชวงศ์” มากกว่า “ผลประโยชน์ของชาติ” ความเห็นในลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ “พระสารสาสน์พลขันธ์” ได้วิจารณ์ว่า การปฏิรูปในสยามจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อฐานะกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงมีการผลักดันให้มีการปรับปรุงการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพื่อความเป็นเอกภาพแห่งชาติถูกท้าทายโดยอำนาจของชุมชนและท้องถิ่นต่างๆ
เมื่อ กรุงเทพฯ และ อำนาจจากส่วนกลางได้ยกเลิกระบบเกณฑ์แรงงานและนำระบบภาษีรัชชูปการมาใช้แทน ได้ก่อให้เกิดแรงปฏิกิริยาต่อต้านในดินแดนทางเหนือและอีสาน บรรดาอดีตเจ้าเมืองบางส่วนก็อยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ในปี พ.ศ. 2445 มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า เกิดกบฏครั้งสำคัญบริเวณอีสานใต้ หรือ กบฏผู้มีบุญ โดยใช้การแสดงหมอลำเป็นเครื่องมือในการกระจายข่าวเพื่อการก่อการ โดยบอกกล่าว ชาวบ้านว่าบ้านเมืองจะดีขึ้นโดยผู้มีบุญที่มีบารมีจากการปฏิบัติธรรม จะมาปลดปล่อยชาวบ้าน สังคมจะดีขึ้น บ้าน (อำนาจในชุมชน) จะมีอำนาจมากขึ้น เมือง (อำนาจจากส่วนกลาง) จะลดความสำคัญลง
ผู้นำชาวบ้านในการก่อกบฏครั้งนี้เคยเป็นพระป่ามาก่อน กลุ่มผู้นำสามารถรวบรวมชาวบ้านได้กว่า 5 พันคนและนำกำลังเข้ายึดที่ทำการอำเภอ ประกาศไม่ขึ้นกับส่วนกลางและไม่เสียภาษีรัชชูปการ ต่อมา “กบฏผู้มีบุญ” นี้ถูกกองทหารจากส่วนกลางเข้าโจมตีและตัวผู้นำถูกจับไปประหาร หลังจากเกิด กบฏผู้มีบุญ แล้ว ก็มีกบฏย่อยๆ เกิดขึ้นหลายครั้งทางภาคเหนือและภาคอีสาน สภาวะความไม่มีเสถียรภาพในส่วนภูมิภาคดำรงอยู่จนกระทั่ง กรุงเทพฯได้สถาปนาอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในระยะเวลาต่อมา
ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันกับการเกิดขึ้นของ กบฏผีบุญ ได้เกิดกระแสศรัทธาอย่างมากต่อพระป่ารูปหนึ่ง นาม ครูบาศรีวิชัย ชาวบ้านเรียกว่า ต๋นบุญ หมายถึง ผู้มีบุญมากมายสะสมมาจากอดีตชาติ ครูบาศรีวิชัยนี้มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ธรรมะและฟื้นฟูพุทธศาสนา บูรณะวัดร้างหลายแห่งในภาคเหนือด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ. เชียงใหม่ วัดพระธาตุช่อแฮ จ. แพร่ รัฐบาลในกรุงเทพรู้สึกหวาดระแวง ครูบาศรีวิชัย ว่าจะมีพฤติกรรมฝักใฝ่การเมืองและก่อกบฏหรือไม่ จึงส่งคนมาส่อส่องพฤติกรรม
ครูบาศรีวิชัยไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของมหาเถรสมาคมในการเรื่องการบวชพระ โดยครูบายึดถือประเพณีท้องถิ่นทางเหนือ ความขัดแย้งดังกล่าวไม่ใช่เป็นความขัดแย้งในหมู่สงฆ์เท่านั้น หากเป็นความขัดแย้งระหว่างพลังอำนาจรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับพลังของชุมชนท้องถิ่น พลังหนึ่งต้องการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อเอกภาพ และ ต่อสู้เพื่อเอกราชท่ามกลางการรุกรานของจักรวรรดินิยมตะวันตก ขณะที่อีกพลังหนึ่งต้องการความเป็นอิสระและต้องการดำเนินชีวิตตามวิถีดั้งเดิมเช่นที่เคยทำกันมาในท้องถิ่น ครูบาศรีวิชัยต้องการเป็นเพียงผู้นำทางศาสนา แต่กลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งต้องการให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงธรรม จึงปรากฏการณ์มีประชาชนจำนวนมากติดตามครูบาศรีวิชัย เป็นขบวนการใหญ่โตทุกครั้งที่ครูบาศรีวิชัย ถูกมหาเถระในกรุงเทพฯสอบสวนกรณีบวชชาวบ้านผิดกฎหมายบ้านเมือง
ครูบาศรีวิชัยเป็นที่เคารพนับถือของชาวเหนือจนกระทั่งทุกวันนี้






