วันนี้โลกได้หลอมรวมเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งไปตามโลกาภิวัตน์จึงไม่แปลกที่ปัญหาสุขภาพในปัจจุบันจะข้ามพรมแดน
และไม่แปลกอีกเช่นกันที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จะให้น้ำหนักกับ “ความร่วมมือ” จากนานาประเทศเพื่อป้องกัน - ควบคุมโรค
ภัยคุกคามด้านสุขภาพข้างต้นไม่ละเว้นขนาดและศักยภาพของประเทศ ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา และไม่ใช่ภาระของคนชาติใดชาติหนึ่ง
ในงานประชุมวิชาการวิจัยระบบสุขภาพ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2557 เรื่อง “สุขภาพคนไทยร่วมสร้างมิติใหม่ในอาเซียน” ที่ฉายภาพความเกี่ยวโยงระหว่าง “ประเทศไทย” กับสุขภาพคนกว่า 3,000 ล้านคน ทั่วทั้งภูมิภาค
สหภาพยุโรป (อียู) ใช้เวลาเพียง 9 ปี ตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรปขึ้น เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองกับสหรัฐอเมริกาในฐานะเจ้าโลก เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่มุ่งหวังรวบรวมพลัง 10 ประเทศสมาชิกเพื่อสร้างการต่อรอง
เดิม “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” มีการวางกรอบการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2020 แต่ที่สุดแล้วเมื่อถูกรุกคืบด้วยข้อจำกัดต่างๆ ทำให้ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นภายในปี 2015 และมีการประเมินกันว่าหากอาเซียนรวมตัวกันได้เมื่อใดจะเกิดพลังในการขับเคลื่อนที่สูง เพราะนอกจากอาเซียนมีลักษณะเฉพาะ เช่น การเป็นแหล่งอาหารโลกแล้ว ยังสอดรับด้วยจำนวนประชากรที่มีอยู่อย่างมหาศาล หากนับกลุ่มประเทศอาเซียนบวก 6 จะทำให้ภูมิภาคนี้มีประชากรถึง 50% ของประชากรโลก
ประเทศไทยอยู่ใจกลางของภูมิภาคของประชากรครึ่งโลก ถ้ายังมองการพัฒนาเป็นความเสี่ยงจะลำบากมาก อุดมการณ์ของอาเซียนไม่ได้ต้องการให้ประเทศไทยกันตัวเองออกจากประเทศสมาชิกเพื่อความอยู่รอด แต่เราต้องมองว่า 600 ล้านคนเป็นหนึ่งเดียว เราจะทำอย่างไรให้เพิ่มศักยภาพของทุกคนเพื่อสร้างสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพออกสู่ตลาดโลก
อียูใช้ “การศึกษาชั้นสูง” หลอมรวม 28 ประเทศสมาชิกที่มีความแตกต่างเข้าด้วยกัน โดยมีการตั้งมาตรฐานกลางขึ้นมา ไม่ว่าคนประเทศใดไปศึกษาต่อในอีกประเทศก็สามารถเชื่อมต่อได้ทันที พัฒนาคนให้อยู่ในระดับเดียวกัน กระจายการจ้างงานให้ทั่วถึง การผลิตก็เพื่อคนทั้งยุโรปไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง
แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับประเทศไทยที่พูดกันเสมอว่าผลิตเท่าไรก็ไม่พอ เพราะกลัวว่าจะถูกดึงออกไปที่อื่น เป็นการคิดแบบผู้เสียเปรียบ แต่หากคิดแบบผู้ได้เปรียบอย่างประเทศเยอรมันที่สร้างทุนมนุษย์ (ด้านการแพทย์) จำนวน 6,500 คน แต่ใช้เองเพียง 1,500 คนเท่านั้น ประเด็นก็คือเขากำลังทำให้ทั้งอียูเป็นเครือข่ายเดียวกับเยอรมันด้วยการใช้ “การศึกษา”
ผมเลยคิดว่าไทยจะสามารถใช้ “สุขภาพ” เป็นตัวหลอมรวมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศรวมเป็นหนึ่งได้ เพื่อที่จะยกระดับและต่อรองกับประเทศอื่นด้วยการมีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานทางการแพทย์ แข่งในตลาดโลก
สำหรับประเทศไทย เมื่อสามารถทำให้ประชากร 95% เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้ คำถามคือทำไมเราไม่ทำให้คนอีก 600 ล้านคน เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว
การสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับภูมิภาค ถือเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตมนุษย์ คือการลงทุนมนุษย์ที่จะทำให้เขามีพลังความสามารถในการพัฒนาประเทศในส่วนที่เขาถนัดได้ ดังนั้น สุขภาพจะเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการหลอมรวม 10 ประเทศเป็นหนึ่งเดียว
ทุกคนรู้ว่าแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางสาธารณสุขของประเทศไทยมีความสามารถ เก่งในระดับที่สากลยอมรับ แต่จากนี้เราจะไม่ได้มองเพียงเพื่อให้บริการแก่คน 60 ล้านคน แต่เราต้องมาคิดกันว่าเรามีพลังความสามารถเพียงพอที่จะสนับสนุนดูแลคน 600 ล้านคน ได้หรือไม่
อย่างประเทศเยอรมัน เขาต้องการหมอเพียง 1,500 คน/ปี แต่ทำไมเขาต้องผลิตถึง 6,500 คน ก็เพราะเขาเก่งด้านการแพทย์มาอย่างยาวนาน และเขาสามารถเกื้อกูลประเทศอื่นได้ แต่รายได้ต่างๆ ก็ย้อนกลับมาสู่ประเทศเยอรมันเอง นี่คือวิสัยทัศน์ในการมองเพื่อการอยู่รอดของประเทศ
เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน แต่ยังสับสนวนเวียนกันอยู่ว่าจะไปสู่เมดิคัลฮับ หรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผมบอกว่า “สุขภาพ” สามารถนำมาหลอมรวมทั้ง 10 ประเทศไทย ถ้าเรามีความชัดเจนในวิสัยทัศน์และแนวทาง
โจทย์ก็คือจะทำอย่างไรให้ทั้ง 10 ประเทศ บ่มเพาะในส่วนที่ตัวเองถนัด ไม่ว่าจะเรื่องคน การบริการ และอุตสาหกรรม โดยสร้างให้เกิดทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งจะเป็นที่ที่คนทั่วโลกมาเห็นมูลค่าเพิ่มจากสินค้าและบริการจากกลุ่มอาเซียน
กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงทุกประเทศ วาระแห่งชาติคือ การกำหนดยุทธศาสตร์โดยให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นหลายเท่า เห็นได้ว่าประเทศที่เจริญแล้วมาเล่นเรื่อง “สุขภาพ” กันหมด เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิต
คำถามคือ ... แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้ หากแต่ก็แนวความคิดอีกขั้วที่วิ่งเข้ามาชน สุดท้ายแนวคิดนี้อาจต้องชะงักงัน
อย่างที่บอกว่า ภาคสังคมก็จะยืนอยู่ในหลักการเพื่อการเข้าถึงบริการและลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาก แต่ในขณะเดียวกันถ้าเรามองว่าถ้าประเทศเจริญแล้วมีจีดีพีสูงขึ้น มีเงินเข้าประเทศมามาก เราก็ใช้เงินส่วนนี้ไปช่วยเรื่องการเข้าถึงบริการและความเหลื่อมล้ำได้อีกมาก






