ท่านผู้อ่านลองเดาดูนะครับว่าเจ้าสองคำนี้ ความสุข กับ ความสำเร็จ คำไหนมาก่อนกัน?
คำว่ามาก่อนนั้นคือ เราควรจะมีความสุขก่อนแล้วถึงจะประสบความสำเร็จ? หรือ เมื่อเราประสบความสำเร็จแล้วเราจะมีความสุข? เชื่อว่าคนจำนวนมากมองความสัมพันธ์ระหว่างคำสองคำนี้ในด้านของความสำเร็จที่นำมาสู่ความสุข ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจครับว่าทำไมคนจำนวนมากถึงต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน ด้านชื่อเสียง ฐานะทางการเงิน ฯลฯ เนื่องจากท่านเหล่านั้นต่างคิดว่าเมื่อตนเองประสบความสำเร็จแล้ว จะทำให้เกิดความสุขตามมา
ปรากฏว่ามีหนังสือขายดีเล่มหนึ่งครับ ชื่อ The Happiness Advantage เขียนโดย Shawn Achor ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัย Harvard ที่มองในมุมกลับกัน โดยคุณ Shawn นั้นได้ศึกษาและทำวิจัยมาเป็นจำนวนมากและฟันธงลงไปครับว่าจริงๆ แล้วความสำเร็จไม่ได้นำมาซึ่งความสุข แต่กลับเป็นการมีความสุขจะนำมาซึ่งความสำเร็จ!!!
พวกเราโดยทั่วไปมักจะมีความต้องการที่จะไขว่คว้าหาความสำเร็จในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะการได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้น การได้รับการยอมรับ การได้รับการขึ้นเงินเดือน หรือ แม้กระทั่งการลดน้ำหนัก เนื่องจากเราเชื่อว่าเมื่อเราประสบความสำเร็จแล้ว ความสุขจะบังเกิด ซึ่งความสุขก็เกิดขึ้นจริงนะครับ แต่เป็นความสุขชั่ววูบหรือชั่วครู่ แล้วหลังจากนั้นเราก็จะดิ้นรนไขว่คว้าหาความสำเร็จขั้นสูงขึ้นไป เพื่อให้เรามีความสุขยิ่งขึ้น
แต่จากงานวิจัยต่างๆ คุณ Shawn นั้นกลับเสนอว่าให้เราลองมองกลับด้านกันดูครับ นั้นคือแทนที่เราจะมุ่งเน้นที่ความสำเร็จ ให้เรามุ่งเน้นในการสร้างสุขแทน แล้วหลังจากนั้นความสำเร็จที่เราได้รับจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น โดยจากหนังสือของเขานั้น เมื่อดูถึงนิยามของคำว่าความสุข หรือ Happiness นั้น ไม่ได้หมายความว่าความสุขคือการอยู่สบายๆ หรือ นอนเอกเขนกอยู่กับบ้านไม่ทำอะไรไปวันๆ หรือ การเที่ยวเตร่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข นะครับ แต่คำว่าความสุขของเขา จะเป็นเรื่องของทัศนคติ การมองโลก ในแง่ดี อย่างมีสุข หรือ ที่เรารู้จักกันในคำว่า Optimism ซึ่งจะเน้นในเรื่องของการคิดอย่างมีสุขเป็นหลักครับ
ในทุกองค์กร จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นพวกขวางโลก มองสิ่งต่างๆ ในด้านลบ ชอบมโน (หรือจิตปรุงแต่ง) ไปในด้านที่ไม่ดี ชอบพยายามหาจุดอ่อนหรือปัญหาแล้วยกขึ้นมาเป็นอุปสรรค ฯลฯ คนกลุ่มนี้ต่อให้เก่งแสนเก่งอย่างไร แต่สุดท้ายความสำเร็จ หรือ ความก้าวหน้าของคนเหล่านี้ก็จะหยุดอยู่ที่ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีคนอีกกลุ่มที่พยายามคิดในแง่บวก มีทัศนคติว่าทุกอย่างนั้น “ทำได้” ไม่ท้อถอยเมื่อเจอปัญหาและอุปสรรค ที่สำคัญคือไม่มองปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอุปสรรค แต่มองเป็นความท้าทาย เราจะพบว่าคุณลักษณะของคนในกลุ่มหลังนี้จะแฝงอยู่ในกลุ่มคนที่เป็นผู้นำ หรือ ประสบความสำเร็จในองค์กร
ท่านผู้อ่านจะมองหาพวกกลุ่มคนที่คิดอย่างมีสุขนั้นทำได้ไม่ยากครับ ลองดูว่าเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น คนแต่ละคนจะตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าวอย่างไร ในการทำงานปัจจุบันเราเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหรือความไม่แน่นอนต่างๆ ตลอดเวลา เมื่อเราเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่แน่นอนดังกล่าว ท่านผู้อ่านจะมองประเด็นเหล่านั้นเป็นอะไรครับ? เป็นปัญหา เป็นภัยคุกคาม เป็นข้อจำกัด หรือ เป็นความท้าทาย? พวกกลุ่มที่คิดอย่างมีสุขนั้น เมื่อเผชิญกับปัญหาจะไม่มองเป็นภัยคุกคามหรือสิ่งที่ไม่ดี แต่จะมองปัญหาเหล่านั้นเป็นความท้าทายที่จะต้องก้าวข้ามครับ
นอกเหนือการคิดอย่างมีสุข การมองปัญหาเป็นความท้าทายแล้ว คุณสมบัติที่สำคัญของพวกคนกลุ่มนี้ (ที่ความสุขนำไปสู่ความสำเร็จ) คือความสัมพันธ์ทางสังคม หรือ ที่คุณ Shawn ใช้คำว่า Social Connection ครับ จากงานวิจัยของเขา พบว่าความสัมพันธ์ทางสังคมนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสุข (ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในขั้นต่อไป) และความสัมพันธ์ทางสังคมนั้นไม่ใช่ที่เราทำหน้าที่เป็นผู้รับเพียงอย่างเดียวนะครับ การเป็นผู้ให้ต่อผู้อื่นก็เป็นหนทางในการสร้างความสุขด้วยเช่นเดียวกัน
เนื่องจากในปัจจุบันเราอยู่ในยุค “คืนความสุข” ในด้านต่างๆ ซึ่งก็ทำให้เราต้องคิดนะครับว่าจริงๆ แล้วการมีความสุข หรือ การคิดอย่างเป็นสุขนั้น กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ แทนที่จะเป็นการที่เราประสบความสำเร็จแล้วจะทำให้เรามีสุข เนื่องจากความสุขที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จนั้นจะเป็นความสุขชั่ววูบแล้วเราก็ต้องขวนขวายหาความสุขกันต่อไป พวกที่คิดอย่างมีความสุขนั้นก็มักจะเป็นกลุ่มที่มองปัญหาเป็นความท้าทายมากกว่าเป็นภัยคุกคาม และสุดท้ายความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นตัวแปรที่สำคัญที่นำไปสู่การคิดอย่างมีความสุขครับ









