ปัญหานักศึกษาจบปริญญาตรีแล้วไม่มีงานทำ เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง ยิ่ง น่าเป็นกังวลหากมหาวิทยาลัยของไทย
ไม่ผลิตคนที่สังคมต้องการ ไม่ว่าจะเป็นทักษะวิชาชีพหรือทักษะชีวิตก็ตาม
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กฤษณพงศ์ กีรติกร เปิดเผยว่า จากข้อมูลเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าใน 3 คนที่จบมหาวิทยาลัยมีเพียง 1 คนที่ทำงาน และ 1 คนที่ได้งานทำ ก็ไม่รู้ว่าจ้างตามวุฒิที่จบมาหรือไม่
ท่านบอกว่ายังต้องหาคำตอบต่อไปว่า ผู้ที่จบมหาวิทยาลัยที่ไม่ทำงานเป็นเพราะอะไร อีกทั้งต้องหาทางแก้ปัญหาเด็ก “เบี้ยว” หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
เจอใครก็บ่นเรื่องขาดแคลนเด็กเรียนอาชีวะ เพราะเด็กไทยต้องการได้ปริญญาตรีเท่านั้น ไม่สนใจว่าเรียนจบแล้วจะได้งานทำหรือไม่
คำถามวันนี้ก็คือมีใครหรือหน่วยงานใดทำหน้าที่ประเมินว่า “ตลาด” ต้องการคนแบบไหน และสถาบันการศึกษาของประเทศ ปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมมากน้อยเพียงใด?
ผมหวังว่า “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” จะจับประเด็น “การศึกษา” อย่างเอาจริง และระดมความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อลงมือปฏิรูประบบการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจะต้องให้เอกชน, ผู้ปกครอง, นักวิชาการ และเยาวชนเองมีสิทธิมีเสียงในการปรับหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน และการสร้างเสริมทัศนคติที่ถูกต้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานของการศึกษาของไทยอย่างแท้จริง
ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ กฤษณพงศ์ พูดถึงเรื่องการผลิตและพัฒนาครู ซึ่งผมคิดว่าเป็นหัวข้อสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ยังขาดการวางแผนแก้ไขอย่างเป็นกิจลักษณะ เพราะหากขาด “ครู” ที่ดีที่เก่งและมีคุณภาพ ก็หวังที่ให้ผลิตผู้จบจากสถาบันการศึกษาที่สังคมตั้งความหวังได้ยากยิ่ง
ระบบการศึกษาของไทยต้องการการ “ยกเครื่อง” อย่างจริงจัง และที่ผ่านมานักการเมืองที่เข้ามามีอำนาจก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาแม้ว่านั่นจะเป็นหัวข้อในการหาเสียงทุกครั้ง
แต่เมื่อมีอำนาจทางการเมืองแล้ว รัฐบาลก็มักจะลืมคำมั่นสัญญานั้นทุกครั้งไป
เพราะการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจังเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องที่ต้องอาศัย “ความกล้าหาญทางการเมือง” และ “วิสัยทัศน์” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่จะซื้อแทบเล็ตแจกให้เด็กนักเรียน หรือประกาศว่าจะปราบแป๊ะเจี๊ยะเท่านั้น
การยกระดับการศึกษาของชาติจะต้องทุ่มเทและมุ่งมั่น ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าจะทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งยังต้องอดทนและต่อเนื่องเพราะการศึกษาไม่อาจทำด้วย “ทางลัด” หรือ “ประกาศนโยบาย” ที่ฟังดูน่าประทับใจเท่านั้น หากแต่ต้องลงมือ ประเมิน ตรวจสอบ และสร้างเครือข่ายการทำงานทั่วประเทศในทุกภาคส่วน
ถามว่ารัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถ “พลิกฝ่ามือ” ระบบการศึกษาของชาติได้หรือไม่?
คำตอบก็คือช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ของอายุรัฐบาลชุดนี้ไม่อาจหวังว่าจะสามารถยกเครื่องระบบการศึกษาได้ แต่หากมีความตั้งใจจริง ก็ย่อมจะสามารถปูพื้นฐานที่สำคัญเพื่อการก้าวไปสู่กระบวนการปฏิรูปการศึกษาได้ โดยต้องมีหลักว่าจะต้องแยกการศึกษาออกจากการเมือง ให้มืออาชีพและผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) ในสังคมทั้งหลายทั้งปวงมาร่วมตั้งกลไกเพื่อการแก้ปัญหาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ถามว่ามีสูตรการปรับปรุงระบบการศึกษาของชาติที่มีประสิทธิภาพเพียงพอไหม?
ตอบว่าเมืองไทยไม่ขาดแคลนคนดีคนเก่ง และคนมีสติปัญญาศึกษาปัญหา และทางออกของการศึกษาไทยไว้มากมาย เพียงแค่ต้องเปิดกว้าง รับฟัง และจัดระบบการลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจังเท่านั้น
เข้าใจตรงกันนะครับ!









