หลัง คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ได้ ปรับ-ลด-ปลด-ย้าย ข้าราชการระดับสูงไปจำนวนไม่น้อย
ทุกกรณีไม่ต้องมีเหตุผลหรือคำอธิบายว่าย้ายเขาทำไม
แม้บางกรณีจะพอเดาออก ว่าผู้ที่ถูกย้ายเป็นพวกมอบกายถวายชีวิตให้รัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกรายหรือทุกกรณีที่เป็นเช่นนั้น
ดูเหมือนการใช้อำนาจจากการรัฐประหารจะง่ายและไม่ถูกตรวจสอบอะไรเลย ช่างต่างกับรัฐบาลที่มาจากฉันทานุมัติของประชาชนอย่างลิบลับ
โดยมากเมื่อ คสช.ใช้อำนาจย้ายคนเก่าออกไป ก็จะตั้งคนใหม่เข้าไปแทน หรือไม่ก็ให้รักษาการไว้ เพื่อรอให้มี ครม. จะได้ใช้มติ ครม.ตามธรรมเนียมปฏิบัติปกติ
การดำเนินการเช่นว่านี้ หลายๆ กรณีไม่มีปัญหา แต่บางกรณีกลับกลายเป็นประเด็น ประเภทตอนแรกรับปากกับคนใหม่ว่าจะให้ (ตำแหน่ง) รับประกันว่าได้แน่ๆ ไปประชุมที่ไหนก็เรียกตำแหน่งใหม่นำหน้าชื่อ ทว่าพอถึงเวลามีรัฐมนตรีเข้าทำหน้าที่ในกระทรวงแล้ว รัฐมนตรีกลับอ้ำอึ้ง ไม่เสนอชื่อเข้าที่ประชุม ครม.เสียอย่างนั้น
ซ้ำยังโบ้ยให้คนที่เป็นว่าที่...ไปถามนายกฯเอาเอง
ฝ่ายผู้มีอำนาจอาจจะอ้างว่าไม่เคยสัญญิงสัญญาอะไร แต่การกระทำแบบนี้เรียกว่าอะไร...คงไม่ต้องอธิบายให้มากความ
ปัญหาที่หนักยิ่งกว่าเกิดขึ้นที่กระทรวงยุติธรรม เมื่อมีการตั้ง “คนนอก” อย่าง พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ เข้าไปนั่งเป็นปลัดกระทรวง ซึ่งแม้จะอ้างว่าเป็นการขยับจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ไปเป็นปลัดก็ตามที แต่ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ก็เพิ่งลุกจากเก้าอี้รอง ผบ.ตร.มานั่งที่ดีเอสไอในแบบที่เรียกว่าก้นยังไม่ทันร้อนดีเสียด้วยซ้ำ
โดยเจ้าตัวเพิ่งแถลงข่าวมอบนโยบายให้กับผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมานี้เอง
ลำพังการดึงเอา “คนนอก” มาสวมตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งๆ ที่มี “คนใน” ทั้งรองปลัดและอธิบดีที่มีความสามารถและมีอายุราชการเหลือมากกว่า 1 ปีนั่งรออยู่หลายคน ก็มีคำถามที่รัฐบาลและรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต้องตอบมากมายหลายข้ออยู่แล้ว โดยเฉพาะคำถามที่ว่าคนที่เป็นเสมือน “ตาอยู่” นั้น มีดีกว่า “ตาอิน” กับ “ตานา” ที่นั่งหน้าสลอนทำงานอยู่ในกระทรวงที่ตรงไหน
หนำซ้ำกรณีนี้ “ตาอิน” กับ “ตานา” ก็สมัครสมานสามัคคีกันดี ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกันจนต้องส่งคนนอกเข้ามานั่งเป็น “คนกลาง” แต่อย่างใด
ทว่ายิ่งไปกว่านั้น การตั้ง “คนนอก” ที่เป็น “ตำรวจ” ซึ่งไม่ได้หล่อหลอมวิธีคิดและวัฒนธรรมองค์กรของกระทรวงยุติธรรมมาก่อนเลย แล้วจู่ๆ ก็ให้กระโดดไปนั่งเป็นปลัดกระทรวง ถือเป็นคำถามใหญ่ที่สุดและแหลมคมเป็นอย่างยิ่ง
เพราะต้องไม่ลืมว่า 1.กระทรวงนี้เคยเป็น “กระทรวงศาล” มาก่อน และปัจจุบันก็ยังติดภาพนั้นอยู่ การนำตำรวจมานั่งเป็นปลัด จึงทำให้หลายคนรู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้พิพากษาและอดีตผู้พิพากษาที่ยังจดจำภาพเก่าๆ
2.กระทรวงยุติธรรมมีภารกิจสำคัญข้อหนึ่งในการอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชน แม้จะไม่ใช่งาน “โดยตรง” เหมือนตำรวจ อัยการ ศาล แต่ก็มีงาน “ข้างเคียง” หลายอย่าง เช่น งานของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่คอยช่วยเหลือเยียวยาเหยื่ออาชญากรรม หรืองานคุ้มครองพยาน หรือแม้แต่งานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งหลายกรณีชาวบ้านตกเป็นเหยื่อ และมีตำรวจเป็นคู่กรณี
การนำ “ตำรวจ” มานั่งเป็นปลัดกระทรวง จะสร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือให้ประชาชนได้อย่างไรว่าพวกเขาจะได้รับความเป็นธรรมเมื่อหันมาพึ่งกระทรวงยุติธรรม
3.แม้แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษเอง ก็มีวัตถุประสงค์หลักข้อหนึ่งในการก่อตั้งกรมฯ เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของตำรวจ ฉะนั้นตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอโดยหลักก็ไม่ควรเป็นตำรวจอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อตั้งกรมมานานกว่า 10 ปี แต่นี่กลับส่งให้ตำรวจขึ้นไปเป็นปลัดกระทรวงที่บังคับบัญชาดีเอสไออีกที หนำซ้ำยังจะส่งตำรวจอีกคนมาเป็นอธิบดีดีเอสไอด้วย
ไม่รู้ว่าวันประชุมผู้บริหารกระทรวงวันแรก บรรยากาศจะเป็นอย่างไร เพราะหลายคนก็แสดงท่าทีต่อต้านอย่างเปิดเผยเสียด้วย
ทั้งหมดนี้คือคำถามที่รัฐบาล คสช.จักต้องให้คำตอบกับสังคม เพราะผู้เขียนไม่ได้มีปัญหาใดๆ กับ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ และไม่ได้สงสัยในความรู้ความสามารถของท่าน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของหลักการและธรรมาภิบาลที่ คสช.อ้างตัวมาตลอดว่ามีมากกว่ารัฐบาลที่มาจากนักการเมือง
ถ้าทำได้เท่านี้ก็ไม่ควรลงทุนฉีกรัฐธรรมนูญ ทำลายประชาธิปไตยเข้ามาบริหารบ้านเมือง!






