วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธนาคารกลางยุโรปเริ่มอัดฉีด QE ซื้อสินทรัพย์แบงก์1ล้านล้านยูโร

ธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบีได้ฤกษ์ซื้อสินทัรพย์ ในพอร์ตของแบงก์ด้วยมาตรการอัดฉีดเงิน ที่เรียกว่า

Quantitative Easing (QE) เป็นวันแรกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากได้ประกาศเป็นนโยบายก่อนหน้านี้ ที่จะใช้เม็ดเงินใหม่ 1 ล้านล้านยูโรหรือ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อสินทรัพย์ของเอกชนประเภท Asset-Backed Securities (ABS) โดยจะใช้เงินส่วนใหญ่ในการเข้าไปซื้อสินเชื่อที่เป็นปัญหา หรือ Non-Performing Loans (NPLs) ก่อนที่ระบบแบงก์ในยุโรปจะบานปลายกลายเป็นวิกฤติรอบใหม่ เนื่องจากปัญหาฐานะเงินกองทุนที่ไม่เพียงพอกับจำนวนสินเชื่อที่มีปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2008 ที่เป็นสาเหตุจากวิกฤตการณ์ซับไพรม์ในสหรัฐและวิกฤติหนี้สาธารณะของกลุ่มยูโรโซนที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดภาวะตกต่ำจนทำให้สินเชื่อแบงก์กลายเป็นหนี้ที่มีปัญหาจนถึงขณะนี้

อีซีบีคาดว่าจะใช้มาตรการ QE นี้เป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อซื้อเวลาให้แบงก์สามารถปรับตัวได้ โดยหวังว่าเศรษฐกิจยุโรปจะฟื้นตัวได้ทันจากการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0.05% พร้อมกดดอกเบี้ยเงินที่แบงก์นำมาฝากไว้ที่อีซีบีในอัตราที่ติดลบ 0.20% เพื่อผลักดันเงินให้ออกจากแบงก์ไปสู่ภาคธุรกิจเอกชนอีกต่อหนึ่ง แต่จากการที่พบว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ที่ออกมาจากอีซีบี รวมทั้งธนาคารกลางหลักของโลกอีก 3 แห่งคือธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารญี่ปุ่น ที่ท่วมระบบการเงินโลกจำนวนมหาศาลถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ได้ถูกอัดเข้าไปสู่การลงทุนและเก็งกำไรในตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ กลับสร้างปัญหาฟองสบู่ลูกใหญ่ที่รอวันแตก จากภาวะเงินฝืดที่ยังครอบงำปัญหาเศรษฐกิจยุโรปที่ถดถอย โดยที่ล่าสุดมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 0.3% ซึ่งห่างจากเป้า 2% ที่อีซีบีพยายามจะกระตุ้นในช่วงหลายปีมานี้ยังคงล้มเหลว

นอกจากนี้ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือ BIS ได้ออกรายงานเมื่อเดือนกันยายนระบุว่า ระบบแบงก์ในสหรัฐและยุโรปต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินเชื่อที่มีปัญหารวมกันสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยแบงสัดส่วนเป็นครึ่งต่อครึ่ง นั่นหมายถึงแบงก์ยุโรปมีภาระหนี้ที่มีปัญหาในวงเงินสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ย่อมแสดงถึงแนวโน้มความเปราะบางในระบบแบงก์หากไม่เร่งแก้ไขโดยเร็ว เพราะแม้แต่ผู้อำนวยการใหญ่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ นางคริสติน ลาการ์ด ก็ออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อความสุ่มเสี่ยงของตลาดเงินและตลาดหุ้นที่เป็นฟองสบู่โดยไม่สัมพันธ์กับภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงที่อยู่ในภาวะอ่อนแอ

โดยในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดี อีซีบีได้ถกถึงปัญหา 3 ด้านที่จะต้องเผชิญหน้า ซึ่งปัญหาแรกคืออุปสรรคในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ หรือ Structural Reform ที่ล่าช้าออกไปตราบใดที่ยังต้องอุ้มรัฐบาลกรีซ และซื้อหนี้เสียของแบงก์ในไซปรัส รวมถึงวิกฤติแบงก์ในสเปนและอิตาลี ปัญหาที่สองคือด้านนโยบายการคลังที่ยังขาดดุลในหลายประเทศโดยเฉพาะฝรั่งเศสที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซน ที่ยังต้องเลื่อนดึงการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% ของจีดีพีไปจนถึงปี 2017 และปัญหาที่สาม แผนการซื้อหนี้ที่ปัญหาอาจจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของอีซีบี ที่ต้องลงทุนหรือซื้อสินทรัพย์เกรดลงทุน แต่ถ้าอีซีบีประกาศซื้อหนี้สินเชื่อที่มีปัญหาที่เป็นเกรดจังค์ของแบงก์ จึงไม่ต่างจากการทำหน้าที่เป็น Bad Bank ส่งผลให้ธนาคารกลางเยอรมนีคัดค้านการดำเนินการครั้งนี้ของอีซีบี จะยิ่งบั่นทอนให้ยุโรปไม่มีพลังเพียงพอที่จะต่อสู้ให้เศรษฐกิจกลับมาเข้มแข็งได้