ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ (1 ต.ค.) มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นมาตรการที่ให้ความสำคัญ
กับการใช้งบประมาณเพื่อสร้างอาชีพ การจ้างงาน การซ่อมแซมสาธารณูปโภค และการช่วยเหลือชาวนา ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า จะเป็นการใช้จ่ายที่คุ้มค่า ให้เงินลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจ ถึงมือประชาชนให้มีอำนาจใช้จ่ายมากขึ้น คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวมากน้อยอย่างไร เพราะขณะนี้ พ.ร.บ.งบประมาณ 2557 เพิ่งจะบังคับใช้ และจีดีพีมีปัจจัยหลายอย่าง อีกทั้งปัญหาเศรษฐกิจหลายอย่างต้องมีการแก้ไขในระยะยาว แต่ขณะนี้รัฐบาลมีมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นแล้ว พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยจะสุ่มตรวจการดำเนินงานโครงการต่างๆ เพื่อให้มีความโปร่งใส หากพบว่ามีการทุจริตจะลงโทษทันที
ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า จะเน้นมาตรการที่สร้างการเติบโตจากเศรษฐกิจภายในประเทศโดยเน้นการสร้างงาน และช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ประกอบไปด้วย 5 มาตรการย่อย วงเงินรวมประมาณ 363,900 ล้านบาท ได้แก่ 1. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯ ลงทุนปี 2557 ของทุกหน่วยราชการที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย จำนวน 1.47 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลขยายระยะเวลาในการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างโครงการจากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.ไปเป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2557 โดยตั้งเป้าหมายจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณส่วนนี้ใน 3 เดือนข้างหน้าไม่ต่ำกว่า 20% 2.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯลงทุนปี 2558 ใน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณให้ได้ 1.29 แสนล้านบาท คาดว่าในส่วนนี้จะเร่งรัดทำสัญญาและเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 30-40%
3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่คงค้างจากงบไทยเข้มแข็ง 1.5 หมื่นล้านบาท และงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นจากปีงบประมาณ 2555 - 2557 ที่คงเหลืออีก 8,000 ล้านบาท รวม 2.3 หมื่นล้านบาท 4. ให้หน่วยงานราชการเร่งทบทวนโครงการที่กันงบประมาณไว้เบิกจ่ายเหลือปีงบประมาณตั้งแต่ปี 2548 - 2555 วงเงินรวมประมาณ 2.49 หมื่นล้านบาท และ 5.มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยโดยอนุมัติเงินช่วยเหลือชาวนาวงเงินรวม 4 หมื่นล้านบาท จ่ายเงินให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท จำกัดคนละไม่เกิน 15 ไร่ หรือรายละไม่เกิน 15,000 บาท เนื่องจากรัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าราคาข้าวในปีนี้ราคาตกต่ำ ราคาข้าวเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 บาทต่อตัน แต่ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาทต่อตัน เป็นการช่วยเหลือชาวนาอย่างเร่งด่วนโดยเฉลี่ยแล้วจะช่วยเหลือชาวนาได้ทั้ง 3.4 ล้านครอบครัว เป็นการช่วยเหลือชาวนาเพียงฤดูกาลผลิตเดียวเท่านั้นไม่ใช่มาตรการระยะยาว ส่วนการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำในระยะยาวจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)
จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมา ภาคเอกชนต่างขานรับ แต่ก็เห็นว่า การเร่งรัดลงทุนของภาครัฐแม้จะมากเท่าใดก็คงจะไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจโตเต็มที่ได้ หากเอกชนไม่ได้ลงทุนตาม ซึ่งการที่เอกชนจะลงทุนได้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นก่อน เอกชนถึงจะลงทุนก็จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาได้ ที่สำคัญจะต้องปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันแก่ผู้ส่งออกของไทยซึ่งเป็นหนึ่งฐานสำคัญของผลักดันเศรษฐกิจประเทศให้เติบโต









