วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กระตุ้นเศรษฐกิจ ภารกิจที่รัฐบาลต้องทำ

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ (1 ต.ค.) มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นมาตรการที่ให้ความสำคัญ

กับการใช้งบประมาณเพื่อสร้างอาชีพ การจ้างงาน การซ่อมแซมสาธารณูปโภค และการช่วยเหลือชาวนา ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า จะเป็นการใช้จ่ายที่คุ้มค่า ให้เงินลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจ ถึงมือประชาชนให้มีอำนาจใช้จ่ายมากขึ้น คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวมากน้อยอย่างไร เพราะขณะนี้ พ.ร.บ.งบประมาณ 2557 เพิ่งจะบังคับใช้ และจีดีพีมีปัจจัยหลายอย่าง อีกทั้งปัญหาเศรษฐกิจหลายอย่างต้องมีการแก้ไขในระยะยาว แต่ขณะนี้รัฐบาลมีมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นแล้ว พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยจะสุ่มตรวจการดำเนินงานโครงการต่างๆ เพื่อให้มีความโปร่งใส หากพบว่ามีการทุจริตจะลงโทษทันที

ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า จะเน้นมาตรการที่สร้างการเติบโตจากเศรษฐกิจภายในประเทศโดยเน้นการสร้างงาน และช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ประกอบไปด้วย 5 มาตรการย่อย วงเงินรวมประมาณ 363,900 ล้านบาท ได้แก่ 1. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯ ลงทุนปี 2557 ของทุกหน่วยราชการที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย จำนวน 1.47 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลขยายระยะเวลาในการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างโครงการจากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.ไปเป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2557 โดยตั้งเป้าหมายจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณส่วนนี้ใน 3 เดือนข้างหน้าไม่ต่ำกว่า 20% 2.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯลงทุนปี 2558 ใน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณให้ได้ 1.29 แสนล้านบาท คาดว่าในส่วนนี้จะเร่งรัดทำสัญญาและเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 30-40%

3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่คงค้างจากงบไทยเข้มแข็ง 1.5 หมื่นล้านบาท และงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นจากปีงบประมาณ 2555 - 2557 ที่คงเหลืออีก 8,000 ล้านบาท รวม 2.3 หมื่นล้านบาท 4. ให้หน่วยงานราชการเร่งทบทวนโครงการที่กันงบประมาณไว้เบิกจ่ายเหลือปีงบประมาณตั้งแต่ปี 2548 - 2555 วงเงินรวมประมาณ 2.49 หมื่นล้านบาท และ 5.มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยโดยอนุมัติเงินช่วยเหลือชาวนาวงเงินรวม 4 หมื่นล้านบาท จ่ายเงินให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท จำกัดคนละไม่เกิน 15 ไร่ หรือรายละไม่เกิน 15,000 บาท เนื่องจากรัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าราคาข้าวในปีนี้ราคาตกต่ำ ราคาข้าวเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 บาทต่อตัน แต่ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาทต่อตัน เป็นการช่วยเหลือชาวนาอย่างเร่งด่วนโดยเฉลี่ยแล้วจะช่วยเหลือชาวนาได้ทั้ง 3.4 ล้านครอบครัว เป็นการช่วยเหลือชาวนาเพียงฤดูกาลผลิตเดียวเท่านั้นไม่ใช่มาตรการระยะยาว ส่วนการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำในระยะยาวจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)

จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมา ภาคเอกชนต่างขานรับ แต่ก็เห็นว่า การเร่งรัดลงทุนของภาครัฐแม้จะมากเท่าใดก็คงจะไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจโตเต็มที่ได้ หากเอกชนไม่ได้ลงทุนตาม ซึ่งการที่เอกชนจะลงทุนได้ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นก่อน เอกชนถึงจะลงทุนก็จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาได้ ที่สำคัญจะต้องปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันแก่ผู้ส่งออกของไทยซึ่งเป็นหนึ่งฐานสำคัญของผลักดันเศรษฐกิจประเทศให้เติบโต