คาดว่ารายชื่อของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะได้ทราบกันอย่างเป็นทางการภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
แต่สำหรับรายชื่อที่มีออกมานั้น ก็เป็นเรื่องที่มีการวิจารณ์กันไปตามความคิดเห็นและทัศนะของแต่ละบุคคลว่ามีวัตถุประสงค์หรือเหตุผลอย่างไรทำไมจึงมีการรั่วไหลของข้อมูลออกมาก่อนได้ ซึ่งรายละเอียดสามารถมองได้ทั้งในทางการหยั่งกระแสสังคมดังที่ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ม.ล. ปนัดดา ดิศกุล ได้ตอบคำถามของสื่อมวลชน หรืออาจเป็นเจตนาอื่นนอกเหนือจากนี้สุดจะคาดเดา
แต่หัวใจสำคัญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือ การทำงานเพื่อให้เกิดมรรคผลในแง่ของการปฏิรูปประเทศใน 11 ด้านสำคัญ ดังที่ได้มีการสรรหากันมา เมื่อพิจารณาจากรายชื่อที่มีปรากฏในสื่อต้องยอมรับว่า เสียงส่วนใหญ่เท่าที่ได้รับฟังจากคนรอบข้างทั้งที่เป็นนักวิชาการ ทั้งสื่อมวลชนและผู้รอบรู้ทางการเมืองเศรษฐกิจสังคม ต่างยอมรับว่า ประเทศชาติมีความคาดหวังได้จากสภาปฏิรูปแห่งชาติชุดนี้อยู่มาก ส่วนเมื่อถึงเวลาปฏิรูปจริงแต่ละท่านจะแสดงฝีไม้ลายมือได้สมกับที่ทาง คสช. ให้ความไว้วางใจอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลขณะนี้ คือ เรื่องของกรอบเวลาการทำงานของ สปช. ที่คาดกันว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี เป็นเรื่องที่อาจทำให้เกิดความกังวลใจว่าจะสามารถทำงานที่หนักมากให้ได้ผลจริงได้เพียงใด เพราะภารกิจ 11 ด้าน เรื่องที่หนักสุดสองสามเรื่อง ได้แก่ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร รวมทั้งเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องปากท้อง ทำให้หลายฝ่ายมุ่งหวังจะเห็นพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมของการทำงานในส่วนเหล่านี้เป็นสำคัญ
ทั้งนี้ การปฏิรูปด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน เรื่องของสังคมสิ่งแวดล้อมสาธารณสุขล้วนมีความสำคัญ แต่อาจทอดเวลาเพื่อให้การปฏิรูปด้านหลักเดินหน้าได้ตามวัตถุประสงค์ สิ่งที่เป็นความน่าหนักใจของทุกฝ่าย คือ ความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่การดำเนินงานในลักษณะของสภาปฏิรูปจะต้องกระทำอย่างมีส่วนร่วมของทุกองค์กรและประชาชนทุกหมู่เหล่า ดังนั้น เมื่อเริ่มต้นปฏิรูป จะต้องดูว่าทิศทางและการยินยอมพร้อมใจของกลุ่มก๊วน เสื้อสีต่างๆ จะมีปฏิกิริยาหรือแรงต้านและผลักดันอะไรอย่างไร
ที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การมองว่า เมื่อทาง “คสช.” พ้นหน้าที่ไปตามวาระ สิ่งที่เคยกริ่งเกรงอำนาจของ คสช. อยู่ จะฟื้นตัวและกลับขึ้นมาปฏิบัติการอีกวาระหนึ่ง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะถือว่า สิ่งที่ลงทุนลงแรงไปจะเกิดช่องว่าง และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี “ผู้สานต่อ” จึงน่าขบคิดกันว่าการทำให้แนวทางวิธีการแห่งการปฏิรูปดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน น่าจะเป็นทางเลือกของการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพประการหนึ่ง
สำหรับส่วนตัวแล้ว ไม่ขัดข้องและเห็นว่า หากองค์กรอิสระในลักษณะคล้ายกับสภาปฏิรูปเช่นนี้จะมีอยู่ต่อไปทุกๆ ระยะสามหรือสี่ปี เป็นเสมือน “สภาคู่ขนาน” ในการให้แนวทางข้อเสนอแนะเพื่อสานต่อสิ่งที่สภาปฏิรูปชุดปัจจุบันกระทำอยู่ น่าจะเป็นโอกาสและทำให้การแก้ปัญหาในระยะยาวของประเทศบรรลุผลได้ เนื่องด้วยเราต่างได้เห็นการตื่นตัวของผู้คนที่เข้ามาสมัครรับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปเป็นจำนวนมากในหลากหลายสาขา และ ล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมากประสบการณ์และความรู้ความสามารถ น่าจะสร้างบรรยากาศแห่งการตื่นตัวทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้ให้คงอยู่ต่อไป
แม้ว่าเราอาจมี “สภาพัฒนาการเมือง” และ “สภาที่ปรึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” แต่ต้องยอมรับว่า การดำเนินการที่แล้วมาในอดีตของสององค์กรดังกล่าวยังมีปัญหาในแง่ของความเชื่อถือและยอมรับจากสังคม อาจเป็นเพราะเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นในสภาวะที่สังคมส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นตัวกับการแก้ปัญหาเหมือนดัง “สภาปฏิรูป” ที่เกิดขึ้นเพราะมีตัวอย่าง มีปรากฏการณ์ทางสังคมที่ทำให้คนเกิดความสนใจ และพยายามจะพัฒนาตนเองให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของสภาปฏิรูป ทำให้เห็นว่า การธำรงรักษาคุณลักษณะและแนวทางการทำงานของสภาปฏิรูปให้เดินหน้าต่อไปเช่นนี้จะเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อสังคมไทยยิ่งๆ ขึ้นในอนาคต









