ยุคนี้"เจ้าสัว"ก็ต้องปฏิรูป

ยุคนี้"เจ้าสัว"ก็ต้องปฏิรูป

รองนายกฯ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล บอกนักข่าวว่าเรื่องภาษีมรดก และภาษีที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างมีความชัดเจนแล้ว

โดยภาษีมรดกจะเก็บที่มีวงเงินเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งมีข้อยกเว้นเช่นคู่สมรสเสียชีวิตจะยกเว้นและกลุ่มเกษตรกรโอนมรดกก็ไม่เสียภาษี

ท่านเน้นว่าจะเก็บภาษีใหม่เหล่านี้ “จากคนรวยเหลือจริง ๆ” ในอัตรา 10%

คุณชายอุ๋ยบอกด้วยว่าที่ผ่านมาได้คุยกับเจ้าสัวหลายรายแล้ว ก็เต็มใจจ่าย

ประเด็นเรื่อง “เจ้าสัวพร้อมจ่าย” นี่สะกิดความรู้สึกของผม เพราะกลายเป็นพาดหัวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง และทำให้ต้องวิเคราะห์ศึกษาบทบาทของ “เจ้าสัว” กับนโยบายการบริหารประเทศที่น่าสนใจยิ่ง

“เจ้าสัว” มีอิทธิพลบารมีต่อการสร้าง “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่สากลยอมรับ” อย่างที่นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชาต้องการเห็นในประเทศไทยได้อย่างไรก็เป็นหัวข้อสำคัญของการ “ปฏิรูป” ประเทศไทย

ผมไม่แน่ใจว่าผู้เข้าข่ายเป็น “เจ้าสัว” ในความหมายนี้จะเข้าไปอยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติกี่คน หรือลูกหลานคนใกล้ชิดของ “เจ้าสัว” จะมีส่วนร่วมในการเสนอทางออกเพื่อ “ปฏิรูป” สังคมไทยสักกี่คน

แต่ทุกครั้งที่มีการพูดถึงการปฏิรูปสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน หรือประเด็นการเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน และภาษีทรัพย์สิน ก็จะมีคำถามว่า “แล้วเจ้าสัวเขายอมหรือ?

แม้แต่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจก็ยังต้องบอกว่าได้คุยกับ “เจ้าสัว” แล้ว ท่านยอมเสียภาษีมรดก ซึ่งเสมือนเป็นไฟเขียวให้เดินหน้าได้

เกิดคำถามว่าถ้า “เจ้าสัว” ไม่ยอมล่ะ การแก้ไขกฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยจะเกิดขึ้นได้หรือไม่?

ที่แล้วมาไม่มีใครไปถามเจ้าสัว หรืออาจจะถามแล้วก็ได้ข้อสรุปว่าการจะแก้กติกาอะไรที่กระทบถึงเจ้าสัว ก็จงรับทราบว่าคงจะผ่านกระบวนการออกกฎหมายไปได้ยาก

แปลว่าคนที่อยู่ในรัฐสภาหรือแวดวงการเมือง ที่มีหน้าที่ออกกฎหมายให้ประเทศชาติดีขึ้นนั้น ก็เกรงอกเกรงใจ “เจ้าสัว” ไม่น้อย ที่ผ่านมาจึงไม่สามารถจะแก้ไขกฎหมายในเรื่องสำคัญ ๆ เหล่านี้ได้

แต่ยังไม่มี “เจ้าสัว” คนไหนเคยแสดงความเห็นเรื่องเหล่านี้อย่างเป็นทางการ

ไม่เหมือนที่สหรัฐ “เจ้าสัว” อันดับต้น ๆ อย่าง Warren Buffet และ Bill Gates ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่ารัฐบาลอเมริกันควรจะต้องเก็บภาษีคนรวยให้มากขึ้น เพื่อจะได้สร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม

และ “เจ้าสัว” ใหญ่ของอเมริกาเหล่านี้ก็แสดงออกด้วยการบริจาคเงิน จำนวนมหาศาลให้กับการกุศล หรือไม่ก็ตั้งมูลนิธิทำงานด้านสังคมอย่างเต็มที่ เพราะพวกเขารู้ดีกว่าหากสังคมไม่พัฒนา และคนอื่น ๆ ไม่มีโอกาสมากขึ้น ความร่ำรวยของคนกลุ่มเดียวก็จะไม่ยั่งยืน และลูกหลานของพวกตนเองก็ไม่อาจจะเป็นที่ยอมรับของสังคมได้

ภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สินส่วนบุคคล จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนถึงการ “เสียสละ” ของ “เจ้าสัว” ที่ต้องการคืนกำไรให้กับสังคม เพราะสังคมทำให้พวกเขาสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยอย่างมหาศาล

ผมเชื่อว่า “เจ้าสัว” ไทยวันนี้ก็เห็นแล้วว่า หากตนเองและครอบครัวไม่ยอม “เสียสละ” และสนับสนุนการปฏิรูปด้านภาษีและโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ความมั่งคั่งของท่านที่ได้จากสังคมก็ไม่อาจจะยั่งยืนได้ อีกทั้งท่านทั้งหลายก็ไม่อาจจะมี “ความสุข” จากความมั่งคั่งของตนและครอบครัวได้

สังคมอยู่ไม่ได้ สังคมขัดแย้ง สังคมมีปัญหาคอร์รัปชัน สังคมมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมาก “เจ้าสัว” ก็อยู่ไม่ได้

“เจ้าสัว” ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของคอร์รัปชัน หรือสนับสนุนนักการเมืองฉ้อฉล ก็ต้องตระหนักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่นำไปสู่วิกฤตของบ้านเมืองด้วย

วันนี้จึงเป็นวันที่ “เจ้าสัวต้องปฏิรูป” เช่นกัน