พัฒนาการ "ทุนศักดินาสยาม" สู่ "ทุนไทยโลกาภิวัตน์" ภายใต้ประชาคมอาเซียน (2)

พัฒนาการ "ทุนศักดินาสยาม" สู่ "ทุนไทยโลกาภิวัตน์" ภายใต้ประชาคมอาเซียน (2)

เราสามารถศึกษาจุดยืนและทัศนคติของอังกฤษและเซอร์ จอห์น เบาว์ริงได้จากบทสนทนาระหว่างเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์

กับ เซอร์ จอห์น เบาว์ริง โดยเซอร์ จอห์น เบาว์ริงวิพากษ์วิจารณ์ระบบยุติธรรมสยามอย่างรุนแรงและความไม่มีประสิทธิภาพของระบบราชการไทย รวมทั้งระบบการค้าและระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรมกับอังกฤษ ระบบยุติธรรมของสยามที่ใช้วิธีทรมานบังคับผู้ถูกกล่าวหาให้รับสารภาพ ไม่เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก และเป็นเหตุที่ชาติตะวันตกใช้เป็นข้ออ้าง

สนธิสัญญาเบาว์ริงได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง ผลกระทบบางด้านมีมากกว่าชนชั้นนำสยามคาดการณ์ จึงไม่มีการวางแผนเตรียมการต่อการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว พัฒนาการของทุนศักดินาสยามเป็นผลจากเนื้อหา 2 ส่วนของสนธิสัญญาเบาว์ริงและสนธิสัญญาที่ได้ทยอยทำในระยะต่อมา คือ ส่วนที่เป็นประเด็นทางการเมือง เช่น เรื่องอำนาจการศาล เขตที่อยู่อาศัย การเดินทาง-ออก และการนับถือศาสนาของคนในบังคับต่างชาติ เป็นต้น กับ ส่วนที่เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การเปิดเสรีการค้าและการลดอำนาจผูกขาดของราชสำนัก การเช่าและซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านเรือน ตึก โรงงาน และที่ดิน ของคนในบังคับต่างชาติการจ้างแรงงานไทย ระเบียบการค้าขายต่อกัน สินค้าต้องห้าม และธรรมเนียนการค้า เป็นต้น เรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวพันกับอำนาจทางการเมืองในราชอาณาจักรอย่างไม่ต้องสงสัย หากพิจารณาเนื้อหาสาระของสนธิสัญญาเฉพาะในประเด็นทางเศรษฐกิจจะพบว่าที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ

1. การอนุญาตให้มีการติดต่อซื้อขายสินค้าระหว่างชาวตะวันตกกับผู้ใดก็ได้ตามความประสงค์ มิได้จำกัดวงอยู่เฉพาะคนบางกลุ่มเช่นสมัยก่อน สาระสำคัญส่วนนี้จึงถูกตีความว่า สนธิสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดระบบการค้าแบบเสรี แทนที่ระบบการค้าผูกขาด แต่ยังไม่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าเป็นการค้าเสรี อาจพอเรียกได้ว่า เป็นระบบเสรีมากขึ้นภายใต้ระบอบศักดินา ลดอำนาจผูกขาดของราชสำนัก

2. การเก็บภาษีศุลกากร ตามเงื่อนไขสนธิสัญญาระบุให้เก็บภาษีขาเข้าสินค้าทุกประเภทเพียงร้อยละ 3 ส่วนสินค้าขาออกให้เสียเพียงครั้งเดียวตามพิกัดอัตราที่กำหนดไว้ในท้ายสัญญา ซึ่งมีทั้งหมด 64 รายการโดยรวมๆ แล้วสินค้าประเภทของป่ามีจำนวนมากที่สุด นอกจากนั้นเป็นสินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิต เช่น น้ำตาลทราย ฝ้าย พริกไทย เกลือ ยาสูบ และข้าว แสดงให้เห็นว่า เมื่อแรกเริ่มติดต่อค้าขายแบบเสรีกับชาวตะวันตกโครงสร้างสินค้าออกยังเป็นพวกของป่าเป็นหลักอยู่

3. ประเภทสินค้าต้องห้ามและมีเงื่อนไขในสนธิสัญญาระบุว่าฝิ่นเป็นสินค้าต้องห้าม มิให้ขายโดยเสรีแต่ต้องขายให้เจ้าภาษีผู้เดียว ภาวะเช่นนี้ทำให้ไทยต้องเปลี่ยนนโยบายห้ามซื้อขายและสูบฝิ่นมาอนุญาตให้มีการขายฝิ่นในสังคมไทยได้โดยผ่านทางเจ้าภาษี แม้จะมีกฎหมายระบุให้ขายแก่คนจีนเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติคนไทยก็สูบฝิ่นกัน ฝิ่นเลยกลายเป็นสิ่งเสพติดที่แพร่หลายในสังคมไทย และยังเป็นสินค้าที่ทำรายได้เชิงภาษีสู่รัฐในอัตราที่ค่อนข้างสูง ส่วนสินค้าที่มีเงื่อนไขก็คือ ข้าว ปลา และเกลือ หากเกิดสภาพความขาดแคลนในประเทศก็อาจประกาศห้ามส่งออกขายต่างประเทศได้

4. การให้สิทธิแก่ชาวต่างชาติในการเช่าหรือซื้อที่ดินเพื่อเพาะปลูก ปลูกตึก โรงเรือนเป็นสถานที่อยู่อาศัยและประกอบการค้าในเมืองต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ สาระสำคัญส่วนนี้เป็นช่องทางให้ชาวต่างชาติเข้ามาถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในสังคมไทยได้ในเวลาต่อมา

5. การอนุญาตให้คนในบังคับไทยเป็นลูกจ้างรับจ้างชาวต่างชาติได้ ทำให้เกิดอาชีพใหม่ขึ้นในสังคมไทยคือ อาชีพรับจ้างแรงงาน ระบบเศรษฐกิจการผลิตแบบใหม่ จึงต้องการแรงงานเสรี ไม่ใช่ระบบแรงงานเกณฑ์แบบไพร่ทาส เนื้อหาของสนธิสัญญาได้ส่งผลต่ออำนาจทางเศรษฐกิจของบรรดาเจ้านายและขุนนางเกือบทั้งหมดที่คุมผลประโยชน์ทางการค้าและการผูกขาดการค้า รวมทั้งความซับซ้อนของระบบการจัดเก็บภาษีอากรภายในประเทศที่ยกเลิกไปด้วยผลของสนธิสัญญา ผู้สูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจมากที่สุด คือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์และเครือข่ายทั้งหมด เพราะการผูกขาดทางเศรษฐกิจอยู่ภายใต้อำนาจของขุนนางกลุ่มนี้

หลังสนธิสัญญาเบาว์ริงได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการค้าระหว่างประเทศ สินค้าออก โครงสร้างการผลิต รวมทั้งระบบและกลไกด้านรายได้และรายจ่ายของรัฐ อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอันเป็นผลของสนธิสัญญาในเชิงภาพรวมก็คือทำให้เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเพื่อการยังชีพมาเป็นเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมากขึ้น เป็นกึ่งทุนนิยมกึ่งศักดินา แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ก็เพียงเฉพาะในเขตเมืองหลวงและเมืองรอบๆ ในภาคกลางเท่านั้น ในบริเวณเมืองอื่นๆ ยังคงผูกพันอยู่กับระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพ อัตราการแพร่กระจายของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมไปยังท้องถิ่นต่างๆ เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและไม่สม่ำเสมอในทุกท้องที่ อย่างไรก็ตามแม้ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจะเกิดขึ้นเฉพาะเมืองหลวงและเมืองรอบๆ ในภาคกลาง แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

หลังการทำสนธิสัญญาไม่กี่ปี พบว่า รายได้แผ่นดินตกต่ำในช่วงแรกเท่านั้น ต่อมารายได้ที่ลดลงได้ถูกชดเชยโดยการเพิ่มอากรสรรพสามิต รัฐผูกขาดการค้าฝิ่น บ่อนเบี้ย สุราและหวย ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตบังคับของสนธิสัญญาเบาว์ริง

ฉะนั้นในที่นี้ จะสรุปให้เห็นถึงความสำคัญของสนธิสัญญา -เบาว์ริงต่อเศรษฐกิจไทยดังต่อไปนี้

1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต การผลิตได้เปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อการค้ามากขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ยังมุ่งสนองความต้องการของตลาดโลก และมีการแบ่งงานกันทำมากขึ้นและเกิดความชำนาญในการผลิตเฉพาะด้านมากขึ้นแทนที่ในแต่ละครัวเรือนจะทำหน้าที่ในการผลิตหลายอย่างเพราะเป็นการผลิตเพื่อการใช้บริโภคภายในครัวเรือนภายในชุมชน หลังสนธิสัญญาเบาว์ริงการผลิตข้าวการปลูกข้าวเฟื่องฟูและขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีผลต่อเนื่องทำให้เกิดกิจการโรงสีข้าว การขนส่ง การส่งออกข้าว เป็นต้น สยามได้ถูกรวมเข้าไปในระบบการแบ่งงานกันทำของจักรวรรดินิยมตะวันตกที่ใช้อาณานิคมเป็นฐานในการป้อนสินค้าขั้นพื้นฐานและวัตถุดิบให้กับประเทศเจ้าอาณานิคมและโดยกลุ่มทุนเจ้าอาณานิคมตะวันตกก็จะเป็นผู้ส่งสินค้าสำเร็จรูปมาขายประเทศเมืองขึ้น ชาวจีนและชาวตะวันตกได้เข้ามามีบทบาทในภาคการผลิตเพื่อการค้าของสยามมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง กลุ่มทุนไทยก็จะมีเฉพาะเจ้านายและขุนนางไทยที่เข้าร่วมลงทุนกับนายทุนต่างชาติ พัฒนาการในลักษณะนี้ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเกิดการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

2. ผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลราชสำนัก การยกเลิกการผูกขาดทางการค้าและการลดอัตราภาษีขาเข้าลง เป็น เนื้อหาสำคัญของสนธิสัญญาเบาว์ริง อัตราภาษีขาเข้านั้นมีการเก็บในอัตราร้อยละ 3 และให้เรียกเก็บเพียงครั้งเดียว เดิมนั้น มีเก็บซ้ำซ้อนสองครั้ง ทั้งการซื้อและการขาย รัฐบาลในเวลานั้นจึงจำเป็นต้องขยายฐานรายได้และภาษีในรูปแบบอื่นๆ เพื่อชดเชยกับรายได้ที่หายไป ความพยายามในการแสวงหารายได้เพิ่มทำให้เกิดการผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบการคลังของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการให้อำนาจการผูกขาดการจัดเก็บภาษีโดยเจ้าภาษีนายอากรมากขึ้นด้วย ในสมัย ร. 5 เจ้านายและขุนนางมีกิจการในการลงทุนร่วมกับต่างชาติมากขึ้นและยังมีการเข้าไปจับจองกรรมสิทธิ์ที่ดินและรับจำนองทรัพย์สินต่างๆ

3. การเปลี่ยนแปลงแบบแผนการค้าระหว่างประเทศจากการค้าผูกขาดโดยพระคลังสินค้าเป็นการค้าเสรีมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเป็นการค้าเสรีทำให้ระบบแรงงานเกณฑ์ในระบบไพร่ทาสไม่สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการผลิตแบบใหม่ หลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงทำให้เกิดแรงกดดันต่อระบบการเกณฑ์แรงงานต้องปรับเป็นระบบแรงงานเสรีมากขึ้นตามลำดับ สภาวะดังกล่าวทำให้การค้าเฟื่องฟูและเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นพร้อมกับบทบาทของเอกชนที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะการสามารถติดต่อกับต่างประเทศได้โดยตรง ก่อนหน้านี้ การติดต่อการค้ากับต่างประเทศต้องผ่านรัฐบาลเท่านั้น

4. ทำให้ธุรกิจการค้าข้าวและการส่งออกข้าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังพื้นที่ป่า รัฐบาลส่งเสริมให้มีการขุดคลองชลประทานโดยมีแรงจูงใจสำหรับผู้ลงทุนขุดคลองเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินสองฝั่งคลอง ระบบแรงจูงใจดังกล่าวได้พัฒนาสู่ระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินแบบใหม่ นอกจากนี้สินค้าไทยที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ได้แก่ ยางพารา ไม้สักและดีบุก โครงสร้างการส่งออกของไทยขึ้นอยู่กับสินค้าไม่กี่ชนิด ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความอ่อนไหวจากการเปลี่ยนแปลงระดับราคาในตลาดโลก มีการจัดสรรปัจจัยการผลิตเพื่อมุ่งผลิตสินค้าส่งออกเหล่านี้มากขึ้น

5. การสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนำไปสู่การสูญเสียรายได้จำนวนหนึ่งจากคนในบังคับของต่างชาติซึ่งจำนวนหนึ่งก็เป็นชาวไทย การที่สยามยอมให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่คนในบังคับของต่างชาติ ทำให้กงสุลต่างชาติพยายามขยายบทบาทของตัวเองและพยายามหาคนมาอยู่ในบังคับมากๆ คนบังคับเหล่านี้ไม่ถูกเกณฑ์แรงงาน ไม่ต้องเสียอากรให้กับรัฐ สภาวะดังกล่าวทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไม่ใช่น้อย

6. การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรกรรม หลังการเปิดเสรีด้วยสนธิสัญญาเบาว์ริงในปี พ.ศ. 2498 ทำให้ข้าวจากสยามเป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ข้าวได้เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุด การเกษตรกรรมมีที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ แต่ดั้งเดิมนั้น ที่ดินบริเวณลุ่มแม่น้ำต่างๆ โดยเฉพาะที่ราบลุ่มภาคกลางเพื่อพอต่อการปลูกข้าว ต่อมามีการผลิตเพื่อการค้าและการส่งออกมากขึ้น ทำให้พื้นที่ดินบริเวณลุ่มแม่น้ำต่างๆ ไม่เพียงพอมีความจำเป็นต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลก รัฐบาลมีนโยบายเร่งเพิ่มปริมาณการผลิตข้าว จึงมีนโยบายส่งเสริมให้บุกเบิกที่ดินใหม่เพื่อเพาะปลูก ขณะเดียวกันได้มีนโยบายการขุดคลองเพื่อเปิดป่าเป็นนา โดยนโยบายนี้เริ่มในสมัยรัชกาลที่สี่ และการขยายบทบาทให้เอกชนร่วมลงทุนขุดคลองในสมัยรัชกาลที่ห้า ในระยะแรกของนโยบายนี้การขุดคลองเป็นการลงทุนโดยรัฐบาล (พ.ศ. 2403-2420) ให้เจ้านายและขุนนางเป็นหัวหน้าในการดำเนินการขุดคลองโดยมีการตอบแทนในรูปของที่ดินริมคลอง คลองที่ขุดในช่วงนี้ ได้แก่ คลองดำเนินสะดวก คลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ เป็นต้น

ด้วยนโยบายดังกล่าวทำให้เจ้านายและขุนนางกลายเป็นผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่แต่ขาดแคลนแรงงานที่มาปลูกข้าว ต่อมารัฐบาลราชสำนักจึงออกประกาศนโยบายขุดคลองใหม่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าว การขุดคลองในระยะที่สอง (ตั้งแต่มีการออกประกาศนโยบายใหม่หลังปี พ.ศ. 2430 เป็นต้นมา) ได้มุ่งส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาขุดคลองโดยมีการมอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินริมคลองเป็นการตอบแทน และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำการเกษตรและการปลูกข้าว รัฐบาลประกาศให้มีการงดเว้นค่านาและค่าสมพัตสร 5 ปีสำหรับผู้ที่ได้รับที่ดินเป็นการตอบแทนจากการขุดคลอง หากปล่อยที่ดินว่างเปล่าไม่ทำการเกษตรกรรมจะถูกเรียกที่ดินคืนภายใน 5 ปี ที่ดินริมคลองจึงมีมูลค่าสูงขึ้นจากราคาข้าวในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น สิ่งนี้จูงใจให้ผู้คนสนใจขุดคลองกันมากขึ้น ช่วงดังกล่าวมีการขุดคลองสำคัญดังนี้ คลองทวีวัฒนา คลองไผ่สิงโต คลองประเวศบุรีรมย์ คลองนิยมยาตรา คลองนราภิรมย์ เป็นต้น พื้นที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นแหล่งอุดมของภาคเกษตรกรรมได้ถูกเปลี่ยนเป็นนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมากหลังนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา