ระวังบานปลาย

ระวังบานปลาย

กรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล สั่งให้ทำความเข้าใจการจัดสัมมนาทางวิชาการ เพื่อวิเคราะห์

ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นในมหาวิทยาลัย โดยนักวิชาการเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ และปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งขณะนี้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการปิดกั้นที่มากเกินไป ทั้งๆ ที่เวทีการแสดงความเห็นทางวิชาการนั้น แทบไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

แต่จากคำชี้แจงจากคสช. และคนในรัฐบาลได้ให้เหตุผลอีกด้าน โดยมองว่าการแสดงออกทางความคิดของบรรดานักวิชาการนั้น มีความอ่อนไหวอย่างมากว่าจะเกิดกระแสการต่อต้านการรัฐประหาร หรือรัฐบาล โดยไม่ต้องการให้มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ ที่มีลักษณะต่อต้านการทำงานของคสช.หรือรัฐบาล ที่อยู่ระหว่างการปฏิรูปประเทศ เพราะหากเกิดความเคลื่อนไหวต่อต้านเกิดขึ้น ย่อมทำให้การทำงานเป็นไปอย่างยากลำบาก อีกทั้งมีระยะเวลาค่อนข้างจำกัดในการทำงาน

ปัญหาระหว่างรัฐบาลที่มาจากกองทัพและการแสดงความคิดเห็นนั้น แทบจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ไม่เพียงแต่ในรัฐบาลชุดปัจจุบันเท่านั้น หากย้อนไปในอดีตก็มักจะเกิดปัญหาเช่นเดียวกันนี้ ซึ่งในอดีตนั้นอาจจะเกิดการคุกคามในลักษณะต่างๆ กัน รวมทั้งการร้องขอไปทางมหาวิทยาลัยไม่ให้ใช้พื้นที่ แต่ในครั้งนี้ได้เชิญนักวิชาการที่ออกมาเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมมาทำความเข้าใจ แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นกับเหตุผลและจุดยืนว่าจะยอมรับการได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะเกิดข้อขัดแย้งกันต่อไปหากแต่ละฝ่ายมีจุดยืนต่างกัน

แต่หากเปรียบเทียบสังคมไทยในปัจจุบัน การปิดกั้นความคิดเห็นหรือกิจกรรมใดๆ ในลักษณะดังกล่าว ถือว่ายากลำบากอย่างยิ่ง เพราะเป็นยุคที่พื้นที่สาธารณะได้ถูกเปิดออกมา จากการปฏิวัติเทคโนโลยีสื่อสาร ทั้งเครือข่ายอินเตอร์และเครื่องมือการสื่อสารสมัยใหม่ และบทเรียนในอดีตนั้น การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของสังคมที่เคยผ่านประชาธิปไตยมาแล้วนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะไม่ให้คนแสดงออกทางความคิด ดังนั้นทางออกของการแก้ปัญหาจึงไม่อาจใช้อำนาจเข้าแก้ปัญหาได้

ทางออกในเรื่องนี้ คสช.และรัฐบาลอาจต้องมาทบทวนนโยบาย เกี่ยวกับความเคลื่อนไหว ที่จัดว่าเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองว่าในลักษณะเป็นเรื่องต้องห้าม ในลักษณะใดสามารถเปิดให้แสดงความคิดเห็นกันได้ โดยคสช.ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงอย่างมีเหตุผลถึงความจำเป็นต้องสกัดการเคลื่อนไหวบางประเภท เพราะการปิดกั้นทุกอย่างนั้นอาจจะส่งผลเสียต่อการทำงานก็เป็นได้ เพราะปัญหาบางอย่างรัฐบาลหรือคสช.อาจมองไม่เห็น มีเพียงมองจากภายนอกเท่านั้นที่เห็นจุดอ่อนเหล่านี้

เราเห็นว่าการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นนั้น อาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศการปฏิรูปประเทศ ของรัฐบาลหรือคสช. เพราะการปฏิรูปในครั้งนี้ เราเชื่อว่าคสช.และรัฐบาลเองก็ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ยิ่งกว่านั้นการปิดกั้นยังสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งจะขยายวงกว้างและเกิดความขัดแย้งที่ไม่พึงประสงค์ได้โดยง่าย เราหวังว่าคสช.และรัฐบาลน่าจะตีกรอบว่าอะไรที่สามารถแสดงออกทางความคิดเห็นได้ หรือ อะไรที่ทำไม่ได้ เพราะนั่นจะเป็นผลดีต่อประชาธิปไตยของประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายของคสช.นั่นเอง