กาต้มน้ำกับการพวยพุ่ง ของไอน้ำเดือด

กาต้มน้ำกับการพวยพุ่ง ของไอน้ำเดือด

การเอา “ปี๊บ” คลุมหัวในรั้วมหาวิทยาลัย กำลังกลายเป็นแฟชั่นการแสดงออก ในยามที่มีการร้องเรียนว่า

เสรีภาพทางวิชาการกำลังถูกบั่นทอน และโพลหลายสำนักบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังต้องการให้เวลา คชส. ทำงานให้ฟื้นความปกติสุข

ความต้องการของคนกลุ่มต่าง ๆ ในภาวะสังคม ไม่ปกติ อย่างนี้ไปด้วยกันได้หรือไม่?

แต่ไม่ว่าความเรียกร้องต้องการของฝ่ายต่าง ๆ จะแตกต่างกันอย่างไร ผมเชื่อว่าเป้าหมายของสังคมมวลรวมมีความเหมือนกันอย่างหนึ่ง นั่นคือการให้สังคมไทยตั้งอยู่บนหลักการแห่งความถูกต้องเป็นธรรม และเท่าเทียมโดยยึดเอาหลักจริยธรรมเป็นหลัก

ดังนั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เอาปี๊บคลุมหัว เพื่อเรียกร้องให้ระดับนำของมหาวิทยาลัย แสดงจุดยืนของการรับตำแหน่งเพียงตำแหน่งเดียวระหว่างการเมืองกับวิชาการ หรือกระตุ้นให้ระดับผู้นำมามหาวิทยาลัยแสดงความรับผิดชอบในเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่เกี่ยวพันกับการเมืองนั้น ก็เป็นการแสดงออกที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ที่จะต้องปฏิรูปไปสู่ความมีกติกา

คำถามของผมมีอยู่เพียงว่า ทำไมในรั้วมหาวิทยาลัยไม่มีวิธีการกระตุ้นเตือน และเรียกร้องความสนใจอย่างอื่น ที่สะท้อนถึงความเป็นชุมชนวิชาการแล้วหรือ?

หรือวิธีการลักษณะเช่นนั้นไม่สามารถกระตุ้น ให้เกิดความสนใจเพียงพอในยุคของความชินชากับประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน และหลักการ รักษาระยะห่างอันเหมาะควร แล้ว?

การที่ทหารและตำรวจไประงับสัมมนาวิชาการว่าด้วยประชาธิปไตย แม้จะเป็นประเด็นของต่างประเทศก็ดูเหมือนจะขัดแย้งกับคำเรียกร้องจากหัวหน้า คสช. ที่ให้สังคมทุกฝ่ายร่วมกันแสดงความคิดสร้างสรรค์ เพื่อช่วยกันปฏิรูปประเทศชาติ

เพราะลำพังเพียง 250 คน ที่จะเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คงไม่สามารถจะหาทางออกให้กับบ้านเมืองในทุก ๆ ด้านได้ จำเป็นที่ทุกหมู่เหล่าในสังคมจะต้องช่วยกันแสดงความเห็น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชาติอย่างแท้จริง

รัฐบาลบอกว่าใครสัมมนาจะต้อง ขออนุญาตล่วงหน้า ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก เพราะทุกวันนี้ก็มีการพบปะของผู้คนหลากหลายในวงการต่าง ๆ เพื่อการแลกเปลี่ยนความเห็น และนำเสนอวิธีคิดต่าง ๆ เป็นประจำ แต่ไม่เป็นประเด็นสำหรับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

อาจเป็นเพราะการจัดสัมมนาในรั้วมหาวิทยาลัยกับชื่อหัวข้อ ที่ฟังดูท้าทายบรรยากาศการเมืองวันนี้ แต่กรณีล่าสุดที่ธรรมศาสตร์ ทั้งหัวข้อและประเด็นก็ไม่ได้มีน้ำเสียงยุยงหรือท้าทายอะไรใคร คงจะเป็นเพราะอาการหวั่นไหวและเส้นตื้น ของเจ้าหน้าที่บางคนเท่านั้น ที่ทำให้กลายเป็นภาพว่าในภาวะบ้านเมืองวันนี้ใครคุยเรื่องการเมืองต้องเป็นศัตรูกับผู้มีอำนาจ

วิธีการดีที่สุดคือ การเปิดกว้างของวงสัมมนาในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องมีเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความเห็น แต่ไม่ใช่เป็นไปในลักษณะชี้นำหรือเสมือนเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง

รัฐบาลจึงควรเปิดกว้างให้กิจกรรมการเสวนาการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างเสรี และหากรัฐบาลหรือ คสช. ต้องการมีส่วนร่วมเพื่อชี้แจงหรืออธิบาย Roadmap การเมืองของประเทศก็ควรสามารถเข้าร่วมเสวนาได้ด้วย

ยิ่ง คสช. กดดัน ควบคุม ล้อมรั้วความเห็นอิสระ ก็ยิ่งจะกระตุ้นให้เกิดความเห็นในแง่ลบต่อตนเอง

เพราะเมื่อรัฐบาลจะตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็เท่ากับต้องการความเห็นเพื่อการปฏิรูป แต่การปฏิรูปจะเกิดขึ้นจริงได้ ต้องเป็นการปฏิรูปจากทั้งใน สปช. และนอก สปช. พร้อม ๆ กัน

ดังนั้น รัฐบาลต้องแยกให้ถูกระหว่างกิจกรรมการเมือง ของกลุ่มการเมืองที่มีผลประโยชน์ทางการเมือง กับการเสวนาการเมืองของนักศึกษาและอาจารย์ที่ต้องการวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองเพื่อนำไปสู่ทางออกของประเทศ

การเมืองแบ่งสีเป็นเรื่องสร้างความแตกแยก

แต่การเสวนาเพื่อหาทางแก้ไขความบกพร่องของบ้านเมือง ย่อมนำไปสู่การตั้งเป้าและวาระแห่งชาติร่วมกัน

นี่คือสิ่งที่ คสช. ต้องการมิใช่หรือ?