4 เส้นทางนำธุรกิจไทยสู่ความเป็นเลิศ

4 เส้นทางนำธุรกิจไทยสู่ความเป็นเลิศ

ในสัมมนาธุรกิจไทยสู่ความเป็นเลิศ โดยบมจ.ธนาคารกรุงเทพมีผู้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจให้เป็นเลิศมาร่วมแบ่งปัน

สัมมนาครั้งนี้ มี คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารของธนาคารกรุงเทพฯ ให้เกียรติมาเป็นผู้ดำเนินการอภิปรายด้วยตัวเอง

ข้อสรุปของการสัมมนา บอกให้ทราบว่า วิธีการทำให้ธุรกิจไทยเดินไปสู่ความเป็นเลิศ สามารถทำได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ใน 4 วิธี ดังต่อไปนี้

เส้นทางที่ 1 เส้นทางของการสร้างคุณภาพ

คุณอรรณพ เชิดเกียรติศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คราวน์ เซรามิคส์ จำกัด เล่าให้ฟังว่า ในเส้นทางเดินของบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องเคลือบดินเผา หรือ เซรามิคส์ ที่ใช้เป็น ภาชนะบนโต๊ะอาหารระดับไฮเอ็นด์ ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศโดยเฉพาะ และถือได้ว่า เป็นสินค้าราคาแพงชนิดหนึ่ง

ในการทำให้สินค้าราคาแพง สามารถเอาชนะใจลูกค้าที่มีรสนิยมและมีกำลังซื้อสูงได้นั้น เรื่องของ “คุณภาพ” จะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และการทำให้สินค้าที่ต้องใช้ความละเอียดประณีตเป็นหลักในการผลิตให้มีคุณภาพสูงได้นั้น คุณอรรณพ บอกว่า เรื่องของการสร้างกระบวนผลิตที่มั่นใจและเชื่อถือได้ จะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะงานเซรามิกส์ชั้นสูง ที่ต้องอาศัยฝีมือและความละเอียดของพนักงานล้วนๆ นั้น การบริหารทรัพยากรบุคคล จึงเป็นเรื่องที่บริษัทฯ ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ บริษัทฯ จึงได้ดูแลพนักงานเป็นอย่างดี

มีการพัฒนาฝีมือของพนักงานด้วยการนำระบบงานด้านคุณภาพเข้ามาใช้ในโรงงาน และส่งเสริมให้พนักงานมีการพัฒนาการทำงาน เช่น จากระบบควบคุมคุณภาพหรือ คิวซี แบบเดิมๆ กลายมาเป็น การคิวซีด้วยระเบียบวินัยของตนเอง (self QC) มีการส่งพนักงานออกไปเรียนรู้ภายนอกเสมอเพื่อเปิดทัศนคติ มีการพัฒนาสภาพการทำงานให้เป็นสถานที่ทำงานแห่งความสุข หรือ แฮปปี้เวิร์คเพลส

นอกจากนี้ ยังนำมาตรฐานแรงงานของต่างประเทศที่เจริญแล้วมาใช้ ทำให้พนักงานได้รับสวัสดิการและค่าตอบแทนที่ดีกว่าตลาดโดยทั่วไป และพยายามหาจุดที่จะ “ได้ใจ” พนักงานแม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย เช่น การทำหลังคาที่จอดรถจักรยานยนต์ให้พนักงาน เพราะเข้าใจดีว่า รถจักรยานยนต์ เป็นสมบัติที่มีค่าและเป็นคุณค่าทางใจของพนักงาน เป็นต้น

เส้นทางสู่การสร้างคุณภาพ เริ่มต้นที่ใจของพนักงานที่มีให้กับงาน และเป็นเส้นทางที่จะช่วยนำธุรกิจไปสู่ความเป็นเลิศได้

เส้นทางที่ 2 เส้นทางการเริ่มต้นด้วยการทำ “ของยาก”

ดร.พยุง ศํกดาสาวิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยออโต ทูลส์แอนด์ดาย จำกัด ผู้ผลิตแม่พิมพ์สำหรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และเครื่องมืออุปกรณ์การผลิตต่างๆ เล่าให้ฟังว่า ด้วยความที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาก่อน มีความคุ้นเคยกับเรื่องของความละเอียดแม่นยำทางวิศวกรรมเครื่องจักรกลมาเป็นพื้นฐาน และเห็นโอกาสในการทำ “ของยาก” เช่น แม่พิมพ์ที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ของรถยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องใช้ความละเอียดแม่นยำสูง เพราะถ้าไม่แม่นยำ ชิ้นงานที่ปั๊มออกมา ก็จะจะไม่ได้คุณภาพทั้งหมด

ดร.พยุง จึงเริ่มต้นด้วยการสร้างทีมงานคุณภาพจากการคัดเลือกลูกศิษย์และผู้รู้จักคุ้นเคยอื่นๆ สร้างทีมเวิร์คขึ้นมาเพื่อให้พร้อมต่องานที่ต้องการความละเอียดสูง และมีการสร้างบุคคลากรทดแทนอยู่ตลอดเวลา จนอาจเรียกได้ว่า บริษัทของ ดร.พยุง ไม่เคยมีปัญหาในการหาคนที่มีความรู้มารองรับงานได้เสมอ

เมื่อมีความสามารถในการสร้าง “ของยาก” เช่น แม่พิมพ์อุตสาหกรรมขึ้นมาได้ การขยายธุรกิจต่อเนื่องไปยังเครื่องจักรในการผลิตอื่นๆ ก็กลายเป็นเรื่องง่าย

และเป็นเส้นทางที่ช่วยนำบริษัทฯ ของท่านไปสู่ความเป็นเลิศได้ในที่สุด

เส้นทางที่ 3 เส้นทางของการเลียนแบบและพัฒนา

คุณณรงค์ สกุลศิริรัตน์ ประธานบริษัท เอ็น อาร์ ณรงค์ กรุ๊ป ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตยาที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ

คุณณรงค์ เล่าให้ฟังว่า ด้วยการที่คุ้นเคยอยู่กับการซ่อมเครื่องจักรกลตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น โดยเฉพาะการซ่อมหรือฟิตเครื่องยนต์รถเก่า ทำให้รู้จักระบบกลไกต่างๆ เป็นอย่างดี ต่อมาจึงมีความสนใจเกี่ยวกับเครื่องจักรผลิตยา เริ่มจากเครื่องปั๊มสำหรับผลิตยาเม็ด

จึงตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจด้วยการเลียนแบบเครื่องจักรจากต่างประเทศ

แต่ไม่ได้หยุดที่การเลียนแบบ คุณณรงค์ ได้สร้างแนวคิดของการทำ C-D-I คือ Copy เลียนแบบให้เหมือน Develop พัฒนาให้เหนือกว่า และ Innovate สร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม

คุณณรงค์ เรียกกระบวนการนี้ว่า เป็นการ เรียน ด้วยการ “เลียน -> ทำ -> รู้”

เอสเอ็มอีไทย ก็จะสามารถก้าวสู่ความเป็นเลิศด้วยเส้นทางนี้ โดยการเริ่มต้นจากการผลิตเพื่อทดแทนสินค้านำเข้าโดยเฉพาะที่มีราคาแพง

เส้นทางที่ 4 เส้นทางของการสร้างมาตรฐาน

คุณวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเบทาโกร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้บริหารที่รับช่วงต่อจากรุ่นบิดา แต่มีความเชื่อมั่นในวิธีการบริหารจัดการสไตล์ญี่ปุ่น โดยเฉพาะความมุ่งมั่นที่จะผลิตสินค้าให้ได้ตามมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร มาตรฐานคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอยู่ในประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว

แนวทางที่จะทำให้ได้มาตรฐานและรักษาระดับไว้ได้ ก็คือ การนำแนวคิดของการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องตามระบบญี่ปุ่น ที่เรียกว่า Kaizen มาใช้ ทำให้มีการสะสมองค์ความรู้ต่างๆ ไว้มากมายในองค์กร และผู้บริหารกำลังมีแนวความคิดที่จะนำความรู้ต่างๆ ที่บริษัทมีอยู่นี้ ขยายต่อไปช่วยให้ลูกค้าบริษัทให้มีความสามารถในการผลิตที่ได้มาตรฐานขึ้น

ซึ่งยังถือได้ว่า เป็นการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมได้อีกวิธีหนึ่งด้วย

ท้ายที่สุด คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ได้สรุปไว้อย่างได้ใจความครบถ้วนว่า ประเทศไทยยังมีของที่เราทำเองในประเทศไม่ได้อีกเป็นจำนวนมาก แสดงว่า ยังมีโอกาสสำหรับเอสเอ็มอีที่มองเห็นเส้นทางเหล่านี้อีกมาก เพียงแต่เอสเอ็มอีไทย ต้องเน้นไปที่ การสร้างฝีมือ ซึ่งจะมาจากพนักงานหรือคนของเรานั่นเอง การให้ความสำคัญกับวินัยในการทำงาน การสร้างความรู้ และกระบวนเรียนรู้ที่เหมาะสมให้เกิดขึ้นในองค์กร

ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นได้ด้วยการ “เอาใจใส่” ของเจ้าของหรือผู้บริหาร นั่นเอง!!!