ท่านจะเลือกหรือไม่เลือก Apple?

ท่านจะเลือกหรือไม่เลือก Apple?

หลังจากที่ Apple ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ประเด็นยอดฮิตที่จะคุยกันในวงสนทนา

ก็หนีไม่พ้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ Apple ไม่ว่าข้อดี ข้อเสีย หรือ จะซื้อหรือไม่ซื้อ รวมทั้งเกิดข้อถกเถียงระหว่างสาวกกับพวกต่อต้าน Apple เช่น ภรรยาผมก็ถามว่า Apple Watch นั้นมีดีอะไรบ้าง? จะซื้อไหม? มีอะไรที่น่าซื้อมากกว่าเก๋และเท่ห์หรือเปล่า? เมื่ออธิบายคุณสมบัติของ Apple Watch ไป เธอก็ย้อนกลับมาว่าแล้วคุณสมบัติที่มีบน Apple Watch นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตหรือไม่?

จากคำถามของคนข้างตัว ก็เลยทำให้ต้องไปคิดถึงกลยุทธ์ของ Apple ต่อครับว่าจริงๆ แล้วผลิตภัณฑ์และบริการหลายๆ ประการของ Apple ที่ออกมานั้น เราไม่ได้มีความต้องการหรือจำเป็นจะต้องใช้มาก่อนเลย แต่เมื่อเราเห็นผลิตภัณฑ์และบริการเหล่านั้นแล้ว Apple กลับสามารถทำให้เรามีกิเลสและความต้องการเกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องถือว่า Apple ประสบความสำเร็จในการสร้างให้เกิดความต้องการที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือที่เรียกว่า Demand Creation

นอกจากการสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นแล้ว อีกกลยุทธ์หนึ่งของ Apple ที่น่าสนใจจากเหตุการณ์เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการที่ผลิตภัณฑ์และบริการของ Apple ทั้งหมดนั้นสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ ไร้ตะเข็บ เหมือนกับที่ Steve Jobs ชอบใช้คำว่า Seamless เมื่อผลิตภัณฑ์ของ Apple นั้นเชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อแล้ว เราจะพบว่าเราจะค่อยๆ ซื้อผลิตภัณฑ์ของ Apple มาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ จากในอดีตที่เราใช้ ipod ขยับมาเป็น iPhone เป็น iPad เป็น MacBook เป็น Apple TV เป็น Apple Watch และต่อไปเรื่อยๆ โดยข้อดีของการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือ ความเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อระหว่างผลิตภัณฑ์และบริการ และ เมื่อเราใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple ไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ตกไปอยู่ภายใต้ระบบนิเวศน์หรือ Ecosystem ของ Apple แล้วไม่สามารถหลุดจากระบบนิเวศน์ดังกล่าวได้

กลยุทธ์ของ Apple ดูเหมือนจะวิเคราะห์ได้ง่ายแต่ปฏิบัติหรือลอกเลียนแบบได้ยากนะครับ เริ่มตั้งแต่การคิดค้นผลิตภัณฑ์และบริการที่สวย เก๋ น่าใช้ เพื่อสร้างให้เกิดความต้องการใหม่ๆ เกิดขึ้น (Demand Creation) เมื่อเราซื้อสินค้าของ Apple มาใช้ตัวหนึ่งแล้ว ถ้าอยากจะใช้ประโยชน์จากความไร้รอยต่อ (Seamless) ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ก็จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์และบริการอื่นของ Apple ต่อไป สุดท้ายก็จะตกเข้าอยู่ในระบบนิเวศน์ (Ecosystem) ของ Apple

จากกลยุทธ์ดังกล่าว เราจะเห็นว่าสิ่งที่ Apple นำเสนอไม่ใช่เพียงแค่ iPhone 6, Apple Watch, Apple Pay แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้คือ ต่อไป Apple จะไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องคอมพิวเตอร์ Tablet โทรศัพท์มือถืออีกต่อไป แต่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันเรา ทั้งยามหลับ ยามตื่น ยามรับประทาน ยามออกกำลังกาย ยาม Shopping ฯลฯ และที่สำคัญคือ Apple ที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันเรานั้นจะเชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อด้วย

การที่ Apple ก้าวล่วงเข้ามาในชีวิตประจำวันเรานั้นไม่ได้เกิดจากตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการของ Apple เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากบรรดา App ต่างๆ ที่บรรดาเครือข่าย พันธมิตรของ Apple สร้างขึ้นมา โดย App เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการของ Apple ไม่ว่าจะเป็น Mac OS หรือ iOS ท่านผู้อ่านที่ติดตามงานเปิดตัวของ Apple จะสังเกตได้ว่า Apple ให้ความสำคัญกับบรรดาผู้พัฒนา App เป็นอย่างมาก เนื่องจากกลยุทธ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ Apple คือการสร้าง Platform ให้บรรดาผู้ผลิต App ได้พัฒนา App ต่างๆ และจากเจ้า Platform ที่ Apple พัฒนาขึ้นมาสำหรับเครือข่ายพันธมิตรของ Apple ก็จะยิ่งส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ของ Apple เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ทำให้ผู้ที่ตกเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศน์ของ Apple แล้วก็ถลำลึกลงไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายไม่สามารถที่จะถอนตัวขึ้น

ดังนั้น อาจจะเป็นไปได้สำหรับผู้บริโภคในอนาคตนะครับว่าเราอาจจะมีทางเลือกอยู่แค่สองทางเลือก ทางเลือกแรกคือยอมพาตัวเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศน์ของ Apple ซึ่งก็มีข้อดีดังที่ได้เขียนมาข้างต้น แต่ข้อเสียก็คือท่านจะตกเป็นสาวกของ Apple แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นกับ Apple เราอาจจะไม่มีทางเลือกอื่นเลย ส่วนผู้ที่ไม่ยอมตกเข้าไปอยู่ในระบบของ Apple นั้น ก็จะมีข้อดีคือการไม่ต้องเป็นสาวกของ Apple แต่ข้อเสียก็มีคือการที่จะต้องเลือกสินค้าและบริการต่างๆ เอง รวมทั้งขาดความเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อของ Apple สุดท้ายก็อยู่ที่ว่าท่านผู้อ่านจะเลือกทางเดินไหนครับ