สัปดาห์แห่งความตื่นเต้น

สัปดาห์แห่งความตื่นเต้น

สัปดาห์ที่แล้ว เป็นสัปดาห์ที่มีเรื่องตื่นเต้นทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ โดยการลงประชามติแยกหรือไม่แยกตัว

ออกจากสหราชอาณาจักร ของประเทศสกอตแลนด์ และ เรื่องตื่นเต้นในวงการลงทุน โดย บริษัทอาลีบาบา เสนอขายหุ้นต่อประชาชนในมูลค่า

ที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเรื่องของผู้รักอัญญมณีราคาแพงว่า จะผลิตเพชรได้น้อยลง

สกอตแลนด์ มีสัดส่วนจีดีพี 8% ของจีดีพีของสหราชอาณาจักร อันประกอบด้วย อังกฤษ เวลส์ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ สกอตแลนด์มีประชากร 5.08 ล้านคน เศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นภาคบริการ โดยเฉพาะบริการการเงิน สกอตแลนด์อยู่รวมในสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี 1707 หรือเป็นเวลาถึง 307 ปี สาเหตุที่มีการลงประชามติขอแยกเป็นอิสระ เพราะพรรครัฐบาลในปัจจุบัน หาเสียงเอาไว้ตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อครั้งก่อนหน้าในปี 2007 และต่อเนื่องมาในการเลือกตั้งเมื่อปี 2011 ว่า หากได้รับเลือกตั้ง จะเปิดทำประชามติ ให้ชาวสกอตเลือกว่าจะอยู่ในเครือจักรภพต่อไปหรือจะเป็นประเทศเดี่ยว

ในช่วงเย็นวันพฤหัสต่อถึงเช้าวันศุกร์ในบ้านเรา ผู้คนในโลกต่างติดตามรอฟังข่าวคราวการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศสกอตแลนด์ โดยผลของการสำรวจความเห็นก่อนหน้านั้นใกล้เคียงกันมากระหว่างเสียงโหวตว่าจะแยกประเทศกับเสียงโหวตว่าไม่แยกจะขออยู่รวมเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรต่อไป

ใกล้เคียงจนกระทั่งมีผลต่อค่าเงินปอนด์ของอังกฤษ โดยเงินปอนด์ที่มีค่า 1.7146 ดอลลาร์ในวันที่ 1 ก.ค.2557 อ่อนค่าลงไป เหลือ 1.6070 ดอลลาร์ในวันที่ 11 ก.ย. เมื่อผลโพลออกมาสูสี และฝ่ายต้องการแยกประเทศมีคะแนนตีตื้นขึ้นเรื่อยๆ คิดเป็นการอ่อนตัวถึง 6.27% แต่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาเป็น 1.65 ดอลลาร์ต่อปอนด์ หลังทราบผล การนับคะแนนไปบางส่วน โดยค่าเงินปอนด์ในวันศุกร์ปิดที่ 1.6287 ดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังมีผลทางจิตวิทยาต่อนักลงทุนในตลาดหุ้นทั้งหลาย โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ปิดด้วยการปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนโล่งอกว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

นักลงทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในเหตุการณ์ที่ตอกย้ำความรู้สึกของนักลงทุนในเรื่องของความไม่แน่นอน

ไม่เพียงแต่รัฐบาลของสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่โล่งอก แต่รัฐบาลของสเปน ที่มีแคว้น กาลาลุน ทางตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่ดิฉันเคยเล่าถึง) และประเทศอื่นๆ ที่คนกลุ่มใหญ่พอสมควรมีแนวคิดว่าอยากเป็นอิสระ ก็พลอยโล่งอกไปด้วย อย่างน้อยก็อีกพักใหญ่ค่ะ

สำหรับสกอตแลนด์เอง แม้จะไม่ได้แบ่งแยกประเทศเป็นอิสระ แต่ผลของการลงประชามติในครั้งนี้ ก็ทำให้สหราชอาณาจักรตระหนักถึงความสำคัญของสกอตแลนด์มากขึ้น สกอตแลนด์เองก็ให้คนในโลกรู้จักสกอตแลนด์มากขึ้น ธงสีน้ำเงินสดเกือบฟ้าที่มีกากบาทสีขาวของสกอตแลนด์ ก็ได้ออกโทรทัศน์ทั่วโลก คนสนใจมากขึ้นว่าสกอตแลนด์มีความเป็นมาอย่างไร ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่ไม่ต้องใช้เงิน

ความตื่นเต้นที่สองเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้ๆ กันค่ะ หลังตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทำการซื้อขายในวันพฤหัสบดี อาลีบาบา ก็สรุปราคาเสนอขายหุ้นแก่ประชาชน ว่าเท่ากับ 68 ดอลลาร์ ดิฉันเข้าไปดูในหนังสือชี้ชวนหนา 272 หน้า บวกเอกสารประกอบอีก 75 หน้า อยากทราบว่ามูลค่าที่ตราไว้เท่าไร ก็พบว่ามูลค่าที่ตราไว้ หรือ Par Value ต่อหุ้นเท่ากับ 0.000025 ดอลลาร์หรือเท่ากับประมาณ 0.0008 บาท

อาลีบาบา เป็นบริษัท อีคอมเมิร์ซ ของจีน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1999 ด้วยทุนจดทะเบียน 60,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 ล้านบาท) เจ้าของเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษมาก่อน ตอนนี้เป็นหนึ่งในคนที่รวยที่สุดในโลกไปแล้ว เมื่อหุ้นซื้อขายวันแรกในตลาดหุ้นนิวยอร์ก (New York Stock Exchange) เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ก.ย. ใช้สัญลักษณ์ BABA ราคาเปิด 92.7 ดอลลาร์ ขึ้นไปสูงสุดระหว่างวันหลังจากเปิดได้ไม่นานที่ 99.7 ดอลลาร์ และลงไปต่ำสุด

ระหว่างวันที่ 89.95 ดอลลาร์ โดยกลับขึ้นปิดการซื้อขายในวันแรกที่ 93.89 ดอลลาร์ค่ะ

อาลีบาบา เสนอขาย 320 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 68 ดอลลาร์ มูลค่าเสนอขายต่อประชาชน 21,760 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 700,000 ล้านบาท

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มีหุ้นอีก 128 ล้านหุ้นจากพนักงานเก่า ที่เคยซื้อด้วยต้นทุน 2.82 ดอลลาร์ ซึ่งไม่ติดช่วงเวลาห้ามซื้อขาย ดังนั้นจึงอาจมีการขายออกมาได้ตลอดเวลา ซึ่งถ้าขายออกมาก็จะกดดันราคาหุ้นไม่ให้ขึ้นไปสูงมากค่ะ ได้กำไรไป 3,229% ใครจะไม่อยากขาย

ทำไมคนจึงตื่นเต้นกับหุ้นของอาลีบาบามาก ต้องเรียนว่าเกิดจากการเปรียบเทียบค่ะ อาลีบาบามีส่วนแบ่งตลาดของการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต หรืออีคอมเมิร์ซในจีน ถึง 80% โดยลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตในจีนมีถึง 255 ล้านคนแต่ละคนมีออเดอร์ประมาณ 50 ครั้งต่อปี รายได้ของบริษัทในไตรมาสที่ผ่านมาเติบโตถึง 46% และบริษัทมีกำไรเบื้องต้น 54%

แต่บริษัทก็มีข้อเสียเปรียบค่ะ เนื่องจาก เป็นบริษัทจดทะเบียนในหมู่เกาะเคย์แมน ดังนั้นหุ้นของบริษัทจึงไม่อยู่ในดัชนีหลายดัชนีที่นำมาอ้างอิงเป็นกองทุนดัชนี ไม่ว่าจะเป็น MSCI หรือ S&P เพราะกฎของเขาคือไม่นำหุ้นที่จดทะเบียน ในประเทศหนึ่ง และเข้าไปซื้อขายหรือ list ในอีกประเทศหนึ่ง เข้ามาคำนวณดัชนีค่ะ แต่กฎนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ในอนาคต เพราะโลกเริ่มมีขอบเขตน้อยลง และตลาดหุ้นต่างๆ ก็แข่งกันเสาะแสวงหาบริษัทดีๆ มาจดทะเบียนในตลาดข้ามประเทศกันมากขึ้น

การที่ไม่อยู่ในดัชนี แปลว่า จะไม่อยู่ใน กองทุนรวมดัชนี หรือ Exchange Traded Fund (ETF) ที่อิง MSCI หรือ FTSE ด้วย และหลายท่านลงทุนในกองทุนดัชนี แนสแดค (NASDAQ) ไว้ โดยหวังว่าจะได้ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี แต่ก็ไม่อยู่นะคะ เพราะหุ้นนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์กค่ะ

มาเรื่องสุดท้าย เรื่องเพชร เดอเบียร์ ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในเรื่องเพชร ออกมาให้ข่าวว่า ปริมาณเพชรที่ผลิตในโลกจะลดลงตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป เพราะเพชรที่ขุดจากเหมืองในประเทศ บอทสวานา อัฟริกาใต้ และ นามิเบีย กำลังจะหมดค่ะ ต้องอาศัยแหล่งใหม่ๆ ในแองโกลา คองโก ซิมบาบเว ไซบีเรีย และแคนาดา

มูลค่าตลาดเพชรในโลกในปีที่แล้ว คือปี 2013 ประมาณ 79,000 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 2.54 ล้านล้านบาท โดยมีการเติบโต 3% จากปี 2012 ในปัจจุบัน มีความต้องการเพชรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐ จีน และ อินเดีย โดยประเทศจีนประเทศเดียวก็มีความต้องการเพชรถึง 15% ของความต้องการในโลกแล้ว เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้วคือ 2003 จีนมีความต้องการเพชรเพียงไม่ถึง 3% ของโลก

ผู้สะสมเพชร คงรู้สึกดีว่ามูลค่าของสะสมจะเพิ่มขึ้นแล้วค่ะ แต่ต้องอย่าลืมว่า ในมุมมองของการลงทุน เพชรเป็นการลงทุนทางเลือกอย่างหนึ่ง และการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง การลงทุนทางเลือกอาจจะมีสภาพคล่องไม่สูงเท่ากับการลงทุนตามประเพณีนิยมเช่น พันธบัตร หุ้นทุน หรือหุ้นกู้ ค่ะ