คดีคุณอภิสิทธิ์-พระสุเทพ กับ "เจตนาเล็งเห็นผล"

คดีคุณอภิสิทธิ์-พระสุเทพ กับ "เจตนาเล็งเห็นผล"

ได้อ่านเหตุผลประกอบคำพิพากษายกฟ้อง คุณอภิสิทธิ์ และ พระสุเทพ ขององค์คณะผู้พิพากษา เมื่อวันที่ 28 ส.ค.

ที่ผ่านมา ในคดีสลายการชุมนุมเมื่อปี 53 ซึ่งอัยการยื่นฟ้องในความผิดฐานก่อ (จ้าง วาน ใช้ สั่ง) ให้ผู้อื่น (เจ้าพนักงาน) ฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล

โดยองค์คณะผู้พิพากษาระบุเหตุผลว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลอาญา แต่อยู่ในอำนาจศาลฎีกานักการเมือง เพราะจำเลยกระทำความผิดในฐานะนายกฯและรองนายกรัฐมนตรี (จึงต้องให้ ป.ป.ช.สอบสวนคดีและส่งฟ้องหากเห็นว่าคดีมีมูล)

ขณะเดียวกันก็ได้อ่าน "ความเห็นแย้ง" ของท่านอธิบดีศาลอาญา ซึ่งเขียนเอาไว้ในสำนวนอย่างแจ่มชัดในมุมมองของท่าน

ถัดจากนั้นก็มีความเห็นจากผู้รู้อีกหลายท่านปรากฏต่อสาธารณะต่อเนื่องมา โดยส่วนใหญ่จะออกไปในทางไม่เห็นด้วยกับองค์คณะผู้พิพากษา แต่สนับสนุนเหตุผลของท่านอธิบดีศาลอาญามากกว่า

คดีนี้มีแง่มุมน่าสนใจและคิดต่างได้ในอีกหลายประเด็น เริ่มจากความเห็นของท่านอธิบดีศาลอาญา ตอนหนึ่งท่านระบุว่าคำวินิจฉัยขององค์คณะเท่ากับโยนอำนาจพิพากษาไปให้ ป.ป.ช. ทั้งที่ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจ เพราะถ้า ป.ป.ช.ชี้ว่าคดีไม่มีมูล ก็เท่ากับจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบกรณีมีคนตาย หรือหาก ป.ป.ช.ชี้มูล โทษสำหรับความผิดที่ ป.ป.ช.ชี้มูลได้ คือ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเท่านั้น ซึ่งมีอัตราโทษต่ำกว่าการก่อให้ฆ่าผู้อื่นเป็นอย่างมาก

เหตุผลตรงนี้ผมอ่านทีแรกก็เห็นด้วย แต่คิดไปคิดมาแล้ว ถ้าจำเลย 2 คนไม่ได้มีเจตนาก่อให้เกิดการฆ่าเลยล่ะ มันถูกต้องไหมที่เขาจะต้องโดนกล่าวหาในข้อหาร้ายแรง ต้องสู้คดีอีก 3 ศาล ถูกด่าถูกประณามซึ่งโดนอยู่แล้วมาตลอด และอาจจะตลอดไปในอนาคตด้วย

ที่สำคัญหากใช้หลักคิดแบบนี้ เวลาทหารที่ลงไปปฏิบัติการในภาคใต้ แล้วไปยิงหรือกระทำการบางอย่างในลักษณะละเมิดสิทธิจนประชาชนเสียชีวิตในลักษณะที่ไม่ได้เป็นการยิงปะทะ อย่างนี้ ผบ.ทบ.ต้องรับโทษฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดด้วยหรือเปล่า เพราะพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหมือนกับในกรุงเทพฯช่วงปี 53

ถ้าคิดหลักเดียวกันนี้ คุณยิ่งลักษณ์ คุณอภิสิทธิ์ที่เคยเป็น ผอ.รมน.โดยตำแหน่ง ต้องรับผิดด้วยหรือไม่ เพราะเป็นผู้อนุมัติให้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และส่งทหาร ตำรวจ ติดอาวุธลงไปในพื้นที่

มีประเด็นที่อภิปรายกันต่อมา ทำนองว่าการก่อ (จ้าง วาน ใช้ สั่ง) ให้เกิดการฆ่าในคดีสลายม็อบ ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แล้วก็ยกตัวอย่างคดีบางคดี เช่น คดีอุ้มฆ่านายอัลรูไวลี ซึ่งจำเลยเป็นตำรวจ แต่ก็ถูกฟ้องศาลอาญา ไม่ผ่าน ป.ป.ช. ประเด็นนี้อธิบายได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนก่อเหตุด้วยตัวเอง จึงพิสูจน์เจตนาได้ง่ายว่าเป็นการปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้ไว้หรือไม่

อีกเรื่อง คือ "เจตนาเล็งเห็นผล" ที่ดีเอสไอ และอัยการสูงสุด ใช้เป็นฐานความผิดในการฟ้อง ผู้รู้ทางกฎหมายบอกว่าคำว่า "เจตนาเล็งเห็นผล" ไม่ได้ตีความหรือมีความหมายตามตัวหนังสืออย่างกว้างๆ ว่าเล็งเห็นได้ว่าจะเกิด แล้วยังทำ แต่ใช้กับบางกรณีเท่านั้น และโดยมากผู้กระทำผิดต้องกระทำเอง เช่น ยิงปืนเข้าไปในรถโดยสารหรือรถไฟที่แล่นผ่านมา ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าต้องโดนใคร แม้จะไม่ได้มีเจตนาฆ่าใครเป็นการเฉพาะก็ตาม

สาเหตุที่ต้องตีความอย่างแคบ ก็เพื่อไม่ให้จำเลยรับผิดเกินกว่าการกระทำหรือเจตนาจริงๆ ของตน และหากไปตีความอย่างกว้าง ย่อมส่งผลให้ไม่มีพฤติการณ์ "ประมาท" ตามหลักกฎหมาย เพราะทุกเรื่องจะกลายเป็นเล็งเห็นผลได้หมด และสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการทำให้บุคคลต้องรับโทษเกินส่วน ขัดหลักพื้นฐานของกฎหมายอาญา

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เจ้านายสั่งลูกน้องให้ขับรถเร็วๆ เพราะกลัวไปงานไม่ทัน ลูกน้องขับรถไปชนคนตาย อย่างนี้เจ้านายต้องรับผิดฐานก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายด้วยเจตนาเล็งเห็นผลหรือไม่ เพราะเจตนาของเจ้านายบอกให้ขับรถเร็ว ไม่ได้บอกให้ไปขับรถชนคน

กรณีคุณอภิสิทธิ์ กับพระสุเทพ หลักฐานที่สะท้อนเจตนาให้ใช้กระสุนจริง ใช้ปืนจริงคืออะไร? คือให้กำลังพลใช้ป้องกันตัว หรือใช้แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือให้ไปยิงประชาชน หากมีหลักฐานว่าใช้ให้ไปยิงประชาชน ก็ย่อมไม่ต้องฟ้องว่ามีเจตนาเล็งเห็นผล

ประเด็นที่น่าสังเกต คือ การจ้าง วาน ใช้ให้กระทำความผิด โดยปกติไม่ใช่เจตนาเล็งเห็นผล แต่เป็นเจตนาประสงค์ต่อผล ฉะนั้นการเลือกฟ้องแบบจ้าง วาน ใช้ ก่อ แล้วบวกเป็นเจตนาเล็งเห็นผล ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอใช่หรือไม่

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการฆ่าหรือตายจากการสลายม็อบ แต่การจะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ต้องใช้กระบวนพิจารณาที่เป็นธรรมด้วย ไม่ใช่จงใจใช้เทคนิคกฎหมายเพื่อหวังให้เกิดผลสะเทือนทางการเมืองเท่านั้น!