คำถามจากท้องทะเล

คำถามจากท้องทะเล

เมื่อผู้นำของประเทศมหาอำนาจที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน

บินไปเยือนประเทศเล็กๆซึ่งมีประชากรเพียง 400,000 คน ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

วันพุธที่ผ่านมานี้เอง นายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้เดินทางไปพบ นายอัปดุลลา ยามีน ประธานาธิบดีของประเทศมัลดีฟ และเชิญชวนให้มัลดีฟ ร่วมมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “เส้นทางสายไหมแห่งท้องทะเล สำหรับศตวรรษที่ 21” (21st Century Maritime Silk Road) โดยเขาระบุว่า ในอดีตนั้น “มัลดีฟ เคยเป็นจุดแวะพักสำคัญของเส้นทางการค้าทางทะเล ที่เชื่อมระหว่างจีน บังคลาเทศ ศรีลังกา และอินเดีย ไปยังท่าเรือต่างๆ ของตะวันออกกลางและอาฟริกา จีนจึงอยากให้มัลดีฟ มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มสร้างเส้นทางสายใหมนี้ ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง” ซึ่งนายอัปดุลลา ยามีน ก็ตอบรับด้วยดี

การไปเยือนครั้งนี้ นายสี จิ้นผิง ยังได้ลงนามในข้อตกลงที่จะช่วยปรับปรุงสนามบินของมัลดีฟให้ดีขึ้น และจะสร้างสะพานเพื่อเชื่อมเมืองหลวงของมัลดีฟ กับเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินให้อีกด้วย นอกจากนั้น เขายังเดินทางต่อไปยังประเทศข้างเคียง เพื่อพบกับ ผู้นำของประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นประเทศที่จีนได้ให้เงินช่วยเหลือไปก่อนหน้านั้นแล้วถึง 1.4 พันล้านเหรียญ เพื่อสร้างท่าเรือที่เมืองโคลัมโบ ที่มีความทันสมัยทัดเทียมได้กับท่าเรือของดูไบ และสิงคโปร์

ทั้งหมดนี้ หมายความว่าจีนกำลังมีความจริงจังอย่างยิ่งที่จะชยายเขตอิทธิพล มาทางภูมิภาคเอเซียใต้ การเคลื่อนไหวของจีนทำให้อินเดียต้องจับตามองมากพอสมควร เพราะเป็นสัญญาณชัดเจนว่าจีนกำลังเผยแผ่อิทธิพล เข้ามาในพื้นที่ซึ่งอยู่ในรัศมีทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับอินเดียมากเลยทีเดียว

ผมเองก็เพิ่งเดินทางไปมัลดีฟ ก่อนที่นายสี จิ้นผิงจะไปเยือน เพียง 4-5 วันเท่านั้น ผมไปที่นั่นเพราะอยากเห็นความงดงามที่พูดกันว่า ให้รีบไปสัมผัส ก่อนที่จะไม่มีให้เห็นอีกต่อไป เพราะมัลดีฟซึ่งเป็นประเทศที่มีหมู่เกาะเล็กๆจำนวน 1,200 เกาะ กระจายกันอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย กำลังจมลงในมหาสมุทรทีละน้อยๆ เนื่องจากโลกร้อนและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ บางแหล่งบอกว่า มัลดีฟ จะจมหายไปใต้ท้องทะเล ภายใน 50-100 ปี ซึ่งความจริงเราก็อยู่ไม่นานถึงเพียงนั้นหรอก แต่ฟังแล้ว อดใจหายไม่ได้

ก่อนที่นายอัปดุลลา ยามีน จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีมัลดีฟนั้น ผมเคยศึกษาเรื่องราวของประธานาธิบดีหนุ่มคนก่อน ที่มีชื่อว่านายโมฮัมหมัด นาชีด วัยเพียง 40 กว่าปี เขาบริหารมัลดีฟระหว่าง ค.ศ. 2008-2012 โดยตระหนักว่า ทรัพยากรที่สำคัญของมัลดีฟก็คือท้องทะเล และแนวปะการังอันสมบรูณ์ ซึ่งเป็นแหล่งดึงดูดรายได้จากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก มีคนดังระดับโลกไปพักผ่อนที่นั่นบ่อยครั้งเช่น โรเจอร์ เฟดเดอเร่อ และ เดวิด เบคแฮม เป็นต้น นายนาชีด จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษา ความงดงามของมัลดีฟ ให้ดำรงต่อไปนานๆ

นายนาชีด ประกาศเมื่อปี ค.ศ. 2009 ว่าเขาจะทำให้มัลดีฟเป็นประเทศแรกของโลกที่ “คาร์บอนฟรี” ก่อนปี ค.ศ. 2020 และเขายังปลุกจิตสำนึกชาวโลกให้ช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อม โดยเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2009 เขาจัด “ประชุมคณะรัฐมนตรี” ใต้ท้องทะเล โดยรัฐมนตรี 11 คน และเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่ง ใส่ชุดประดาน้ำ ลงไปนั่งประชุมบนโต๊ะ ที่ตั้งอยู่บนพื้นท้องทะเล ความลึก 20 ฟุต และลงนามเรียกร้องให้ประเทศทั่วโลกเลิกการปล่อยสารคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ โดยเร็วที่สุด ซึ่งปรากฏเป็นภาพข่าวไปทั่วโลก

ความมุ่งมั่นของนายนาชีด ในการรักษาสภาพแวดล้อมของมัลดีฟ และในการสร้างจิตสำนึกในเรื่องนี้ให้แก่คนทั่วโลก ทำให้เขาได้รับรางวัลสำคัญจำนวนมาก นอกจากนั้น นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ยังให้เกียรติเรียกเขาว่า “เพื่อนที่ดีที่สุดคนใหม่ของผม” (My new best friend) อีกด้วย

บ้านเรามีชายหาด และธรรมชาติอันสวยสดงดงาม ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้มากเช่นกัน แต่การเอาใจใส่ดูแล เพื่อรักษาความงดงามไว้ให้ยั่งยืน ต้องยอมรับว่าเราทำได้ไม่ดีพอ ถึงแม้จะมี “ครม. สัญจร” เป็นระยะ แต่โดยรวมแล้ว เราก็ปล่อยปละละเลยให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อย เข้ามาทำลายความงดงามทางธรรมชาติในจุดท่องเที่ยวต่างๆ จนทรุดโทรมลงไปอย่างน่าใจหาย

ใครก็รู้ว่า ชายหาดที่งดงามนั้นควรจะรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพเช่นใด แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้บริหารระดับท้องถิ่น หรือส่วนกลางชุดใด สามารถแก้ปัญหาให้เด็ดขาดและยั่งยืนได้ สองสามเดือนที่ผ่านมา “ทหาร” จึงได้ออกมา “จัดระเบียบ” ชายหาด ซึ่งก็สมหวังของคนที่อยากเห็นชายหาด เป็นระเบียบเรียบร้อยเสียที

แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเมืองไทยต้องปล่อยให้เกิดสภาพเช่นนี้ขึ้น และทำไมต้องรอให้ทหารออกมาจัดระเบียบ ทหารไม่ควรจะเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้มิใช่หรือ ผู้ปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนกลาง ทำเองไม่ได้หรือ กฏกติกาก็มีอยู่ครบ อะไรคือสิ่งที่ขวางกั้น ปล่อยให้สภาพรกหูรกตา เกิดขึ้นตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ?

ระหว่างที่อยู่มัลดีฟนั้น ผมนั่งเรือไปชมเกาะเล็กๆแห่งหนึ่ง ระหว่างทางได้ยินเสียงนักท่องเที่ยวร้องกรี๊ดกร๊าดตื่นเต้นมาจากทางด้านท้ายเรือ ปรากฏว่ากัปตันเรือ ได้ปล่อยเบ็ดลงในทะเล แล้วติดปลาทูน่าขนาดเล็กขึ้นมา 1 ตัว นักท่องเที่ยวตื่นเต้นถ่ายรูปปลากันใหญ่ หลังจากนั้น กัปตันก็โยนปลาลงในถังซึ่งไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียว ปลาทูน่าน้อย หมดลมหายใจในเวลาไม่กี่นาทีต่อมา

ผมคิดว่าปลาน้อยตัวนั้น ถ้าหากเขาพูดได้ เขาคงจะถามว่า “ฉันก็เพียงว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทร ซึ่งเป็นบ้านเกิดและดินแดนอันกว้างใหญ่ของฉัน แต่ทันทีที่ฉันงับเนื้อก้อนเล็กๆที่ลอยมา เพื่อเป็นอาหารเพียงคำเดียว ฉันกลับถูกเบ็ดอันแหลมคมของมนุษย์ เกี่ยวจนเจ็บปวด แล้วเขาก็กระตุกฉันขึ้นเหนือน้ำ ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เสร็จแล้วก็โยนฉันใส่ถังแห้งๆ อย่างไม่ปราณี ให้ฉันเหี่ยวแห้งตายในเวลาไม่กี่นาที”

“ฉันอยากจะถามว่า การที่ฉันกินอาหารเพื่อดำรงชีพ เพียงคำเดียวเท่านั้นเอง ฉันทำผิดอะไรตรงไหนหรือ ทำไมทันทีที่ฉันกิน ชีวิตฉันจึงต้องจบลงในเวลาไม่กี่นาทีต่อมา แล้วทีพวกเขาล่ะ กินหลายคำ กินไม่หยุด ทั้งอิฐ หิน ดิน ทราย ใบอนุญาติ ฯลฯ บางคนกินเหลือเฟือ แล้วเอาไปตุนไว้ที่ลอนดอนบ้าง สิงคโปร์บ้าง ทำไมเขาไม่ผิดอะไรเลย ทำไมพวกเขาไม่ได้รับโทษ อย่างรวดเร็วเช่นฉันบ้าง?”


ถ้าใครตอบคำถามของทูน่าน้อยตัวนี้ได้ ก็คงจะตอบได้ว่า ทำไมทหารจึงต้องออกมาจัดระเบียบ ทั้งๆที่ “ระเบียบ” ก็มีอยู่แล้วมากมายในบ้านเมืองเรา