เขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลักกับผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค

เขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลักกับผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค

จากกรณีที่ประเทศในเขตลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง โดยเฉพาะประเทศ ลาว ไทย และ กัมพูชา มีโครงการที่จะสร้างเขื่อน

เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งในแม่น้ำสายหลักและแม่น้ำสาขานั้น ได้มีนักวิชาการจากทั่วโลกแสดงความเป็นหวงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อทรัพยากรสัตว์น้ำและความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อในปัจจุบันกำลังมีก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีโดยบริษัทผู้ถือหุ้นหลักสัญชาติไทยในประเทศลาว ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มกั้นแม่น้ำโขงสายหลักในช่วงต้นปี 2558 นั้นได้มีบทความซึ่งเขียนโดย ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม เรื่อง เขื่อนไซยะบุรีกับผลกระทบต่อพันธุ์ปลา ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 สิงหาคม 2557 โดยได้ทำการวิเคราะห์เอกสารทางวิชาการ บางเอกสารแล้วสรุปว่าควรสร้างเขื่อนไซยะบุรีนั้น ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

การที่ดร.ประศาสน์ เริ่มบทความโดยอ้างถึงการศึกษาการอพยพของปลาแซลมอนซึ่งตัวเต็มวัยจะอพยพทวนน้ำขึ้นไปวางไข่แล้วลูกปลาอพยพกลับลงไปโตในทะเลนั้น ขอเรียนว่า การอพยพของปลาในแม่น้ำโขงกับปลาแซลมอนไม่อาจจะเปรียบเทียบกันได้โดยตรง กล่าวคือ ปลาในแม่น้ำโขงนั้นพอจะแบ่งการอพยพได้เป็น 2 รูปแบบหลัก คือ การอพยพทวนน้ำเพื่อขึ้นไปวางไข่ กับการอพยพออกไปด้านข้างของแม่น้ำในฤดูที่น้ำหลากท่วมตลิ่ง สำหรับกลุ่มแรกนั้น พ่อแม่ปลาจะเริ่มอพยพในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อขึ้นไปที่บริเวณต้นน้ำ เมื่อถึงช่วงที่น้ำเริ่มหลาก ปลาจะทำการวางไข่ โดยไข่และลูกปลาขนาดเล็กนั้นจะล่องลอยมาตามกระแสน้ำจนเจอทุ่งน้ำหลากจึงเข้าไปอาศัยหากินในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ ปลาในลุ่มแม่น้ำโขงจนถึงปากแม่น้ำนั้นอาจจะมีมากถึง 1,200 ชนิด มีปลาน้ำจืดที่มีขนาดเกือบจะเล็กที่สุดในโลก คือปลาซิวแคระสามจุด และ ปลาซิวข้าวสารแม่โขง และปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับโลก เช่น ปลาบึก และ ปลากระโห้ ซึ่งในปัจจุบันเชื่อว่ายังไม่มีเทคโนโลยีทางปลาผ่านใดที่จะเอื้อให้ปลากลุ่มนี้ผ่านไปได้ทั้งหมด หรือถึงแม้ว่าจะสามารถผ่านไปได้ ไข่และลูกปลาของปลาในแม่น้ำโขงนั้นก็มีความแตกต่างจากปลาแซลมอน ซึ่งลูกปลาแซลมอนนั้นจะเจริญเติบโตจนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้วจึงจะเริ่มอพยพว่ายน้ำกลับลงสู่ทะเล

ในขณะที่ลูกปลาในแม่น้ำโขงนั้นการอพยพขาลงจะอยู่ในรูปของไข่หรือลูกปลาขนาดเล็กมากๆ ที่ถูกกระแสน้ำพัดลงไปเรื่อยๆ การสร้างเขื่อนนั้นจะก่อให้เกิดจุดที่น้ำตาย (Dead zone) ในบริเวณท้ายเขื่อน ซึ่งจะทำให้ไข่และลูกปลาที่ลอยมานั้นตกจมอยู่ที่บริเวณพื้นด้านล่างไม่สามารถไหลลงเติบโตในทุ่งน้ำท่วมที่ราบด้านล่างได้ ส่วนการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากของเขื่อนนั้นก็จะทำให้การท่วมหลากของน้ำไม่เป็นไปตามฤดูกาลและมีการเปลี่ยนแปลงสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบทางตรงต่อกลุ่มปลาที่ต้องอพยพ เข้าไปทำรังวางไข่ในทุ่งน้ำท่วม

นอกจากนั้น ดร.ประศาสน์ ยังได้อ้างถึงงานวิจัยของ Ziv et al (2012) ซึ่งระบุว่าเขื่อนทั้ง 6 แห่งบนลำน้ำสายหลักจะทำให้พันธุ์ปลาตกอยู่ในอันตรายเพิ่มขึ้นเพียง 5 พันธุ์ ในขณะที่เขื่อน 78 แห่งตามลำน้ำสาขาทำให้พันธุ์ปลาตกอยู่ในอันตรายถึง 85 พันธุ์ ดังนั้น จึงควรสร้างเขื่อนไซยะบุรีซึ่งอยู่ในลำน้ำสายหลักนั้น ข้าพเจ้ามีข้อสังเกตดังนี้

1) ชนิดพันธุ์ 5 สายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในลำน้ำสายหลักนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถค้นได้ว่าเป็นชนิดใด แต่คาดเดาว่าเป็นปลาขนาดใหญ่ซึ่งไม่เข้าไปหากินในลำน้ำสาขา เช่น ปลาบึก ปลาเทพา ปลากระโห้ ปลากระเบนราหู ซึ่งปลาในกลุ่มนี้ ถึงแม้จะนับเป็น 1 ชนิดเท่ากับสัตว์อื่นๆ แต่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพมาก การสูญพันธุ์เพียง 5 ชนิดต่อ 78 จึงมิได้เป็น บัญญัติไตรยางศ์ ทางคณิตศาสตร์ ว่า 5 น้อยกว่า 78 แต่ต้องคำนึงถึงความสำคัญของชนิดด้วย

2) เป็นเรื่องปกติที่การทำลายต้นน้ำในลำน้ำสาขา จะส่งผลกระทบต่อจำนวนชนิดมากกว่า เนื่องจากปลาซึ่งเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นและมีการกระจายพันธุ์แคบมักอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำขนาดเล็กตามลำน้ำสาขา

3) ไม่มีข้อยืนยันใดๆ ที่บอกว่าถ้ามีการสร้างเขื่อนไซยะบุรีแล้วจะไม่มีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาขา หรือ ประเทศไทยและลาวจะหยุดสร้างเขื่อนในลำน้ำโขงสายหลัก หรือจะสามารถห้ามไม่ให้ประเทศกัมพูชาสร้างเขื่อนในลำน้ำสายหลักได้ การสูญพันธุ์จึงจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ กรณี เขื่อนไซยะบุรีจึงเป็นเพียงแค่ตะปูดอกแรกที่จะตีปิดฝาโลงระบบนิเวศในลุ่มแม่น้ำโขงเท่านั้น

4) เอกสารฉบับนี้ศึกษาแต่จำนวน ชนิดโดยมิได้คำนึงถึง ปริมาณซึ่งมีความสำคัญมากในฐานะที่ปลาเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของประชากรในลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีฐานะยากจน มีการประมาณการไว้ว่าอัตราการจับปลาในลุ่มแม่น้ำโขงนั้นอาจมีสูงถึง 2.2 ล้านตัน โดยมีมูลค่าขาย ณ ท่าเรือ เกือบ 100,000 ล้านบาทต่อปี และมูลค่านี้จะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัวในตลาดค้าปลีก Dugan et al (2010) เงินจำนวนนี้เป็นรายได้ของประชากรที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงกว่า 60 ล้านคนมากบ้างน้อยบ้าง โดยในการศึกษาเพื่อประมาณการผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจำนวนปลาถ้าหากมีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลักโดย Barlow et al (2008) นั้นได้ประมาณการไว้ว่าถ้าหากมีการสร้างเขื่อนตามแผนทั้งหมด ปลาที่จับได้ในแม่น้ำโขงจะลดลงประมาณ 0.7-1.6 ล้านตัน ต่อปี ซึ่งน้ำหนักของปลานี้อาจจะเทียบเท่าเป็น 1.6-3.5 เท่าของปริมาณเนื้อวัวที่ผลิตได้ในประเทศ ไทย ลาว กัมพูชา และ เวียดนาม รวมกัน หรือเทียบเป็น 0.9-1.8 เท่าของผลผลิตเนื้อสุกรในประเทศ ไทย ลาว และ กัมพูชา รวมกัน (FAO)

นอกจากการลดลงของปลาแล้วการศึกษาของ Mekong River Commission ในปี 2010 ยังพบว่าการสร้างเขื่อนจะทำให้ตะกอนประมาณ 75% ซึ่งโดยปกติจะไหลออกไปยังสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในประเทศเวียดนาม จมตกอยู่หลังเขื่อน ซึ่งจะทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ปากแม่น้ำ ทำให้ตะกอนซึ่งเป็นปุ๋ยที่ดีไหลไปไม่ถึงปากแม่น้ำ และ การกักน้ำยังอาจจะส่งผลให้น้ำเค็มหนุนขึ้นมาตามลำน้ำสูงกว่าปกติทำให้พื้นที่เกษตรในบริเวณปากแม่น้ำเสียหายได้ ทั้งนี้พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนั้นเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยในการประชุมที่จัดขึ้นโดย Responsible Business forum เรื่อง Food and Agriculture ที่กรุงมะนิลานั้น ข้าพเจ้าได้ฟังผู้แทนจากประเทศฟิลิปปินส์ ถามหาความรับผิดชอบของประเทศไทยและลาวต่อการสร้างเขื่อนในลำน้ำโขงสายหลัก เนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์นั้นต้องนำเข้าข้าวจากประเทศเวียดนามเป็นจำนวนมาก การสร้างเขื่อนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวในประเทศเวียดนามจึงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนของประเทศฟิลิปปินส์ด้วย

จะเห็นว่าเขื่อนในแม่น้ำโขงนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศในลุ่มน้ำเท่านั้นแต่ยังกระทบไกลไปถึงประเทศผู้นำเข้าอาหารจากประเทศในภูมิภาคด้วย ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงที่ดินการเกษตรประมาณ 356,000 ไร่ (MRC) ที่จะถูกน้ำท่วมอย่างถาวรถ้าหากมีการสร้างเขื่อนตามที่ได้มีการวางแผนไว้ทั้งหมด

จะเห็นว่าการสร้างเขื่อนในลำน้ำโขงนั้น จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศในลำน้ำ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนกลุ่มที่มีรายได้ต่ำและยังต้องพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขงเพื่อการดำรงชีพ การทำลายระบบนิเวศที่เกื้อหนุนกลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อมาผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้ใช้นั้นสมควรหรือไม่? เราจะสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมกัน สังคมที่มีความสงบสุขปรองดองได้อย่างไร ถ้าหากเรายังเบียดเบียนกลุ่มคนชายขอบให้ยิ่งลำบากเดือดร้อน เพื่อผลิตไฟฟ้าราคาถูกให้กับคนเมือง?