ไม่มี Honeymoon สำหรับ ครม. เศรษฐกิจ

ไม่มี Honeymoon สำหรับ ครม. เศรษฐกิจ

ถ้าใครได้คุยกับรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจของ “ครม. ประยุทธ์ 1” เป็นการส่วนตัว

จะได้รับฟังคำสารภาพตรง ๆ ว่าเป็นภารกิจหนักอึ้ง เพราะต้องรับช่วงจากเศรษฐกิจซบเซา ขณะที่ความคาดหวังของประชาชนมีสูง หน้าที่ของรัฐบาลชุดเฉพาะกาลนี้จึงต้อง “ส่งมอบ” หรือ deliver ผลงานจริง ๆ เท่านั้น

ไม่มีทางที่จะใช้วาทกรรมหรือรับปากว่าจะทำโน่นทำนี่ไปวัน ๆ โดยไม่สามารถจะแสดงผลงานที่ชัดเจนได้

เพราะชาวบ้านเรียนรู้แล้วว่านักการเมืองขายน้ำลาย แต่คนที่อาสามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในช่วงนี้ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ที่จะไม่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นกลับมาให้คึกคักได้

ผมพบกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจบางท่านก็ได้รับรู้ถึงความตั้งใจ มุ่งมั่น และความกริ่งเกรงว่าจะสนองตอบความต้องการของประชาชนได้หรือไม่

ไม่ใช่ทำเพื่อจะให้นายกฯพอใจ แต่ต้องทำเพื่อให้ประชาชนเห็นว่านายกฯไม่ใช่นักการเมืองที่รับปากรับคำเพียงเพื่อจะชนะเลือกตั้งคราวหน้า

คนที่เข้ามาทำงานในรัฐบาลชุดนี้ส่วนใหญ่ ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเล่นการเมืองหลังจากนี้ อีกทั้งอายุอานามก็มากถึงขั้นที่ไม่ต้องคิดว่าจะมีบทบาททางสาธารณะอะไรต่อไปแล้ว ดังนั้นการรับหน้าที่รอบนี้จึงเท่ากับเป็นพิสูจน์ความตั้งใจทำงาน

คำว่า “รับใช้ชาติ” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่วลีไพเราะเพื่อให้ตนเป็นที่นิยมของคนทั่วไป แต่ต้องเป็นสำนึกในการทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ

ที่ว่ารัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดนี้ต้องเหนื่อยเป็นพิเศษเพราะแม้ “อารมณ์” หรือ mood ของคนทั่วไปจะดีขึ้น และมีความหวังว่ามาตรการของรัฐบาลจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ตัวเลขจริง ๆ ในตลาด การบริโภคและลงทุนจริงยังไม่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาอย่างที่คาดหวัง

แม้ว่าแบงก์ชาติจะพยากรณ์ว่าการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากนี้ไปจะเป็นตัว V ซึ่งหมายความว่าจะเด้งกลับมาอย่างแรง แต่ถึงวันนี้สภาพความเป็นจริงยังไม่เป็นเช่นนั้น ยังต้องรออีกเดือนสองเดือนจึงจะเห็นของจริง

ผู้บริหารธุรกิจยักษ์ท่านหนึ่งบอกผมว่า “ผมคิดว่าเศรษฐกิจไทยไม่ควรจะเป็นตัว V เพราะการฟื้นแรงอย่างนั้นอาจจะไม่ยั่งยืน ขอให้เป็นการฟื้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่มั่นคงและยั่งยืน มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งต่อไปถึงอนาคตจะดีกว่า”

จึงสมควรที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เป็นเสมือนหัวหน้าทีมจะมีภาพชัดเจน ในการบริหารเศรษฐกิจจากนี้ไป เพื่อให้ประชาชนและนักลงทุนทั้งไทยและเทศ ได้รับรู้ทุกย่างก้าวของนโยบายการปรับตัวเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

คุณชาย “อุ๋ย” ย้ำว่าจะเน้นการขับเคลื่อน digital economy อันหมายถึงเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเป็นพลังสำคัญของโลกที่ก้าวพ้นจากเศรษฐกิจรูปแบบการผลิตแบบเก่า

แนวทางเศรษฐกิจดิจิทัลมีความสำคัญและกำลังเป็นแนวโน้มทั้งโลก แต่แรงผลักดันจากรัฐบาลที่ผ่านมายังต่ำและอ่อนปวกเปียก มีแต่วาทกรรม ไม่มีการลงมือสนับสนุนจริง ๆ สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่จะเกิดได้ต้องมีการเกื้อหนุนจากทั้งรัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ เหมือนอย่างที่เกาหลีใต้, สิงคโปร์, มาเลเซีย และอีกหลายประเทศ ได้ถือเป็นทิศทางที่จะดันให้ประเทศของตนอยู่แถวหน้าของเศรษฐกิจใหม่

รัฐบาลประยุทธ์ต้องระดมพลังของคนในทุกแวดวง เพื่อสร้างแนวทางให้ไทยก้าวสู่ digital economy อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เหมือนเล่นขายของอย่างที่ผ่านมา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิด 9 นโยบายมุ่งปฏิรูปภาษี สร้างความโปร่งใส และลดช่องว่างในสังคมด้วยการมุ่งเก็บภาษีคนรวยมากขึ้น

และคงไม่เกิดปัญหา “คนจนกลัวภาษี คนรวยก็กลัวภาษีเพราะรัฐมนตรีคลังคนใหม่ชื่อสมหมาย ภาษี” อย่างที่นายกฯประยุทธ์ แซวเล่นในวงเสวนาเรื่องเศรษฐกิจเอสเอ็มอีวันก่อน

เพราะในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติเช่นนี้ย่อมไม่มีช่วง “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” สำหรับคนอาสาเข้ามา “แก้ไขในสิ่งผิด” แน่นอน