ปฏิรูปด้วยพลังความดี

ปฏิรูปด้วยพลังความดี

ประเทศไทย ณ เวลานี้กำลังหาทางออกจากวงจรอุบาทว์ของการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกอยู่ในทุกวงการและทุกระดับ

ผนวกกับแรงกดดันจากองค์การระดับโลกที่จัดอันดับประเทศไทยต่ำลงเรื่อยๆ ในฐานะที่การทุจริตทวีขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งมูลค่าและกลวิธีแต่กลยุทธ์การปราบปรามป้องปรามและป้องกันต่างๆ นานากลับไร้ประสิทธิผลในขณะที่หลายแห่งในโลก เช่น เกาหลี สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน กลับสามารถสลัดตนเองออกจากวังวนดังกล่าวได้อย่างก้าวกระโดดและนำประเทศเข้าสู่การพัฒนาที่ใสสะอาดขึ้นได้จนเกิดกระแสการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง และสารัตถะแห่งการปฏิรูปทุกประเภทที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ 2557 คือการต่อสู้กับการทุจริตแต่คำถามที่เราไม่เคยตอบได้อย่างทะลุสักคราก็คือจะต่อสู้กับการทุจริตได้อย่างไร ทำไมประเทศไทยยิ่งปราบทุจริตการทุจริตก็ยิ่งมากขึ้น บทความนี้จะเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งของการต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง เพื่อการปฏิรูปประเทศจะได้ไม่เน้นหนักที่การป้องกันและปราบปรามเท่านั้น แต่มาช่วยกันต่อสู้ด้วยการสร้างและเสริมพลังของความดี

แนวคิดเรื่องพลังความดี (The Power of Good)

พลังความดี หมายถึง กำลังที่เกิดจากการไม่ปล่อยให้คุณธรรมจริยธรรมเป็นเพียงมโนภาพในความคิดคำนึงเท่านั้น แต่ถูกขับออกมาเป็นการกระทำที่แสดงออกมาบนพื้นฐานของมโนธรรมแห่งความซื่อตรง (Integrity) หรืออาจกล่าวได้ว่า พลังความดีคือการปฏิบัติดีเพราะเป็นความดีที่บุคคลยึดถือ มิใช่เพียงเพราะเกรงกลัวการถูกลงโทษหรือเพียงเพื่อให้ผู้อื่นนิยมชมชอบ

พลังความดีมิได้มีพลานุภาพเพียงการเอาชนะการทุจริตเท่านั้น แต่ตัวอย่างการกระทำของปูชนียบุคคลนับไม่ถ้วนแสดงให้เห็นว่าพลังความดียังสามารถบรรเทาหรือขจัดความทุกข์ยากนานาประการได้แท้ที่จริง ศาสดาทุกคนที่จุติบนโลกใบนี้มิได้เอาชนะความชั่วด้วยการประหัตประหารคนเลว แต่มุ่งเอาชนะความชั่วร้ายด้วยพลังความดีทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การชนะใจตนเองด้วยสำนึกรู้ชั่วกลัวบาป ด้วยการสั่งสอนให้มนุษย์รู้จักการสร้างสังคมอุดมธรรม จึงกล่าวได้ว่าพลังความดีคือพลังสร้างโลก

การแสดงพลังความดี

พลังความดีสามารถแสดงออกได้ในหลายมิติ อาทิเช่น

1. การไม่ดูดายต่อความอยุติธรรม หรือการไม่นิ่งเฉยต่อความไม่ถูกต้อง เช่นการลุกขึ้นเปิดโปงการทุจริตแม้จะเห็นว่ามีอันตรายต่อชีวิตอยู่ข้างหน้า

2. ความห้าวหาญที่จะเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่ดีกว่าซึ่งจะช่วยลดการทุจริตแม้ว่าต้องเสี่ยงต่อการขัดผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพลซึ่งโกงกินอยู่ในระบบเดิม

3. ความกล้าแสดงจุดยืนอย่างสร้างสรรค์ในการไม่ร่วมมือกับการทุจริต

4. การชี้แนะโดยใจสุจริตเพื่อให้เห็นช่องโหว่ของระบบการบริหารที่อาจมีการทุจริตได้และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

5. การเข้าร่วมสนับสนุนผู้ริเริ่มต่อสู้กับการทุจริตในรูปแบบข้างต้นทั้ง 4 ข้อ จนก่อให้เกิดพลังมวลชนอันเข้มแข็งในการต่อสู้กับกระบวนการทุจริตและระบอบฉ้อฉล

กลไกการส่งเสริมพลังความดี

การส่งเสริมพลังความดี ต้องประกอบด้วยกลไกต่างๆ ต่อไปนี้รวมกันเป็นอย่างน้อย ลำพังข้อใดข้อหนึ่งจะไม่เพียงพอในการต่อสู้กับการทุจริต

1. การทำให้คนดีมีที่ยืนอย่างปลอดภัยในสังคม เช่นการมีช่องทางให้เสียงของผู้เปิดโปงการทุจริต (Whistle Blower) ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิผลและปลอดภัย การมีสื่อมวลชนที่อิสระและพึ่งได้ และการมีเกราะกำบังภาคประชาชนที่เข้มแข็ง (Civil Society) เป็นต้น

2. การทำให้ความคิดดีๆ ของคนดีๆ มีเวทีเผยแพร่ แลกเปลี่ยนแบ่งปัน และรวมตัวกัน เช่นการรวมตัวกันของ แนวร่วมปฏิบัติเพื่อการต่อต้านการทุจริตของภาคเอกชน (Collective Action Coalition)

3. การให้โอกาสระบบใหม่ที่ดีกว่าให้ได้มีโอกาสนำไปปฏิบัติจริงๆ ระบบใหม่ที่ดีกว่าที่ว่าคือระบบการแก้ไขปัญหาสาธารณะที่ไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนแต่ว่าสามารถช่วยลดการทุจริตบรรจุมาพร้อมด้วย (build-inmechanism) ในเวลาเดียวกันด้วยดังนั้นการปฏิรูปประเทศเพื่อลดการทุจริตจะสมบูรณ์ได้ต้องมีกลไกการส่งเสริมให้มีเวทีการนำเสนอและทดลองปฏิบัติระบบที่ดีกว่าด้วย

4. การประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการ/ระบบ/นโยบายใหม่ด้วยการเปรียบเทียบระดับของการทุจริตในโครงการเก่า และมอบรางวัลกับโครงการที่ทำให้มูลค่าและโอกาสของการทุจริตลดลง เช่นหากมีผู้เสนอการช่วยเหลือชาวนาระบบใหม่แทนการรับจำนำข้าว ต้องไม่ประเมินผลสัมฤทธิ์เพียงชาวนาได้อะไร แต่ต้องประเมินระบบใหม่ด้วยว่าจะสามารถลดการทุจริตลงได้เท่าใดโดยนับผลการประเมินระดับการทุจริตที่ลดลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าและมูลค่าของระบบใหม่ด้วย

5. การเผยแพร่ชัยชนะ ตลอดจนวิธีและวิถีการเอาชนะของผู้ที่ใช้ความดี และยืนหยัดยึดมั่นในความดีท่ามกลางกระแสธารแห่งการทุจริตจนได้รับชัยชนะอันยั่งยืนและจริงแท้ ข้อนี้สามารถทำได้ทันทีและต้องทำอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง

6. ในระยะยาว สร้างวัฒนธรรมและทุนทางสังคมที่ไม่ยอมรับการใช้อภิสิทธิ์ การฝากฝัง อำนาจอิทธิพล ความเกรงใจ และการทุจริตทุกรูปแบบโดยผ่านการอบรมกล่อมเกลาในบ้าน โรงเรียน การสื่อสารมวลชน เป็นต้น

ทำไมต้องใช้พลังความดี

ในทางเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าคนจะทุจริตหากเมื่อเขาชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนและผลตอบแทนแล้วเห็นว่า ต้นทุนของการทุจริตต่ำกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ โดยผลประโยชน์อาจอยู่ในรูปของเงินและสิ่งที่ประเมินมูลค่าได้หรือผลประโยชน์อื่นๆ เช่นสิทธิพิเศษเหนือคู่แข่งขันที่จะเข้าถึงทรัพยากรบางอย่าง เป็นต้น ส่วนต้นทุนหมายถึงค่าปรับ สินไหมหรือโทษต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากโดนจับทุจริตได้ ผนวกกับโอกาสที่จะได้รับโทษนั้น (ดังแสดงในภาพที่ 1)

จากสมการดังกล่าว ในอดีตที่ผ่านมา การต่อต้านการทุจริตจึงมีทางเลือก 2 ทางคือ การสร้างกลไกเพื่อลดผลประโยชน์จากการทุจริตซึ่งทำได้ยากเพราะมักเป็นการสมยอมระหว่างผู้ให้กับผู้รับ มิเท่านั้นผลประโยชน์ของการทุจริตที่ผู้ให้เสนอให้กับผู้รับกลับมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น อีกด้านหนึ่งคือการเพิ่มต้นทุนของการทุจริตและเพิ่มโอกาสที่จะโดนจับทุจริตได้ให้สูงขึ้น เช่นเพิ่มค่าปรับ เพิ่มค่าสินไหม เพิ่มประเภท อำนาจและงบประมาณองค์กรตรวจสอบ แต่ผลจากการศึกษาเปรียบเทียบประเทศต่างๆ ที่มีการลงทุนข้ามชาติพบว่า ยิ่งประเทศใดมีกฎหมายครอบคลุมกว้างขวาง (Extensive) มากเท่าใดก็จะมีการทุจริตมากขึ้นเท่านั้นเพราะอำนาจของบุคลากรภาครัฐจะยิ่งมีมากเท่านั้น และในประเทศเหล่านั้นมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI: Foreign Direct Investment) ก็จะต่ำตามไปด้วย

การทุจริตที่มองจากมิติเชิงเศรษฐศาสตร์ดังกล่าว ยังนำมาสู่การตีกรอบการแก้ปัญหาการทุจริตด้วยกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายผ่านกลไกต่างๆ เป็นหลัก ทำให้การทุจริตเป็นปัญหาที่ยิ่งปราบยิ่งเลวร้าย ดังจะเห็นแล้วว่าประเทศไทยเดินเข้าสู่วิกฤติเพราะกลไกเหล่านี้แม้สำคัญแต่ไม่เพียงพอบ่อยครั้งไม่ทำงานดังนั้นหากเราต้องการจะปฏิรูปประเทศในด้านการต่อสู้กับการทุจริตควรเพิ่มปัจจัยเชิงจริยธรรมเข้าไปในสมการดังกล่าว อย่างน้อย 2 ตัวแปร จึงจะทำให้การต่อสู้กับการทุจริตมีกระบวนทัศน์ที่กว้างขึ้น ดังนี้

1.ตัวแปรด้านโทษจากการไม่ร่วมวงทุจริต

แม้ว่าคนในสังคมจะได้รับการปลูกฝังและส่งเสริมให้ทำความดีเพียงใด แต่ในหลายกรณี คนที่ไม่ได้ปรารถนาผลประโยชน์จากการทุจริต ไม่คิดที่จะฉวยโอกาสจากต้นทุนของการทุจริตที่มีต่ำ แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงอิทธิพลของผู้มีอำนาจซึ่งอาจให้ร้ายต่อชีวิต ทรัพย์สิน งานหรือสถานะทางสังคม หากเขาไม่ให้ความร่วมมือในการทุจริต ดังนั้น บุคคลนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องร่วมวงของการทุจริตไปด้วย ซึ่งนอกจากที่สังคมจะได้รับความเสียหายจากการทุจริตแล้ว ยังเสียคนดีไปด้วย

อย่างไรก็ตาม หากภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็งสามารถปกป้องคนดีให้มีความเสี่ยงน้อยลง เช่นกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองพยาน เป็นต้น แต่ในปัจจุบันกลไกการปกป้องคนดียังมีไม่เพียงพอที่จะสร้างหลักประกันความปลอดภัย

องค์การระหว่างประเทศที่ให้ความช่วยเหลือกับประเทศด้อยพัฒนาต่างๆ อย่างมีประสิทธิผลเช่น World Bank, Asian Development Bank ต่างอาศัยข้อมูลจากกลไกที่ทำให้ผู้เปิดโปง (Whistle Blower) สื่อสารกับองค์การเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย กลไกที่ว่านี้แทบไม่มีการศึกษาหรือนำมาใช้ในกระบวนการต่อสู้กับการทุจริตในบ้านเราอย่างจริงจังเลยดังนั้นการปฏิรูปครั้งนี้ จึงควรวางรากฐานการพัฒนาระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้เปิดโปงสามารถดำเนินการได้โดยสวัสดิภาพ กล่าวโดยย่อที่สุดคือ นอกเหนือจากการขจัดพื้นที่ให้คนทุจริตไม่มีที่ยืนแล้ว ก็จะต้องเพิ่มพื้นที่ยืนให้คนดีด้วย ดังแสดงในตัวแปรที่ 2 ในภาพที่ 2 จะเห็นว่าปัจจัยพลังความดีตัวแปรนี้หากมีมากพอจนคนดีไม่ต้องเกรงกลัวต่ออำนาจชั่วร้ายแล้วจะเท่ากับการไปลดผลประโยชน์จากการทุจริตได้ด้วย

2.ตัวแปรด้านคุณค่าจากการไม่ทุจริต

อีกประการหนึ่งที่สมการเชิงเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้คือกรณีที่แม้ผลประโยชน์จากการทุจริตมีสูงมาก อีกทั้งโทษและโอกาสที่จะถูกลงโทษต่ำ สวัสดิภาพทางสังคมภายใต้เงาปีกของผู้ทรงอิทธิพลก็แทบหาไม่ได้ ก็ยังมีบุคคลจำนวนไม่น้อยยืนหยัดที่จะไม่ทุจริต แปลปรากฏการณ์ได้ว่าการไม่ทุจริตต้องมีคุณค่าบางอย่างที่สูงมาก แต่คุณค่าดังกล่าวยังไม่มีการศึกษาเชิงวิชาการอย่างจริงจัง แม้จะพออนุมานได้ว่าเป็นหิริโอตตัปปะ จิตสำนึกส่วนบุคคล หรือกลไกทางสังคมเช่น Culture of Shame ของชาวญี่ปุ่น ซึ่งตรงกันข้ามกับ Culture of Sin ของฝรั่ง โดยคุณค่าของความดีจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับทุนและต้นทุนของแต่ละสังคม ซึ่งจะทำให้โอกาสที่ปัจเจกบุคคลรับรู้ถึงคุณค่าของการทำดีนั้นแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น

นอกจากนี้ การไม่ทุจริตยังหมายรวมถึงความพยายามสร้างกลไกของการลดการทุจริตเพื่อทำให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือเกิดผลิตภาพต่อสังคมเพิ่มขึ้น เช่น กรณีการต่อสู้กับการทุจริตในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร อาจทำได้ด้วยกระบวนทัศน์เดิม ได้แก่ การอัดฉีดเงินไปที่เกษตรกรโดยตรงแทนการผ่านหน่วยราชการและนักการเมือง หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับการทุจริต หรือแม้แต่การเพิ่มบทลงโทษผู้ทุจริต ซึ่งขอกล่าวย้ำว่าในอดีตที่ผ่านมามักไม่เป็นผลแต่กลับทำให้กระบวนการทุจริตมีความซับซ้อนซ่อนกลมากขึ้น หรือเราอาจต่อสู้กับการทุจริตด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งมีสององค์ประกอบคือ หนึ่ง การวัดผลของคุณค่าที่เพิ่มขึ้นทั้งที่วัดเป็นเงินได้และคุณค่าอื่น เช่นความเข้มแข็งและยั่งยืนของชุมชน ฯลฯ สอง ระบบที่ส่งเสริมให้คนดีมีเวทีเสนอและทดลองนำระบบการแก้ปัญหาที่ลดการทุจริตและเกิดผลดีที่ยั่งยืนกว่ากับเกษตรกรไปปฏิบัติ คงไม่มีใครปฏิเสธว่า คุณค่าที่สูงสุดของคนดีคือการมีโอกาสได้ทำดีและเห็นผลสัมฤทธิ์จากการทำดีนั้น (ตัวแปรที่ 4 ในภาพที่ 2) ซึ่งสอดคล้องกับ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีในวันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2512 ดังความตอนหนึ่งว่า

“…ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…”

จึงอาจสรุปได้ว่า ตัวแปรที่ 2 (ความปลอดภัยจากการไม่ร่วมมือกับการทุจริต) และตัวแปรที่ 4 (ทุนทางสังคมที่ส่งเสริมคุณค่าของการไม่ทุจริต) เป็นสองปัจจัยที่สำคัญและจำเป็นในการปฏิรูปประเทศไปสู่ความใสสะอาดยิ่งขึ้น ความท้าทายประการหนึ่งคือปัจจัยเหล่านี้จะเกิดมีขึ้นไม่ได้เลยหากขาดซึ่งความสามัคคีและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเหล่าคนทำดี เพราะสังคมจะเลวร้ายลงไม่ใช่เพียงเพราะคนเลวมากขึ้นแต่เพราะคนดีท้อแท้ อีกทั้งความเงียบและความมืดคืออาหารชั้นเลิศของการทุจริต จึงขอเชิญชวนให้ผู้อ่านที่เห็นด้วยกับการอัดฉีดพลังความดีทั้ง 2 ปัจจัยเข้าสู่สังคมไทย โปรดได้แบ่งปันประสบการณ์ของท่านในการแสดงพลังความดีทั้ง 5 มิติ หรือข้อเสนอแนะกลไกในการส่งเสริมพลังความดีทั้ง 6 ประการ ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น มายังผู้เขียน ที่ [email protected] หรือแสดงความเห็นของท่านในเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจที่ http://bit.ly/1DiaQ8g เพื่อเราจะได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ร่วมกันสร้างเวทีสะสมพลังความดีในการต่อสู้กับการทุจริต