ได้เวลาลุย

ได้เวลาลุย

จุดอ่อนสำคัญจุดหนึ่งของนักเศรษฐศาสตร์มหภาคคือ แม้ว่าจะสามารถวิเคราะห์ถึงความแข็งแกร่ง

รวมถึงปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจที่อาจนำไปสู่วิกฤตได้แล้วนั้น แต่ก็ยากที่จะคาดเดาถึงเวลาแน่นอนที่จะเกิดเหตุการณ์สำคัญอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ผู้เขียนเคยเขียนลงบทความนี้หลายครั้งว่า สัญญาณเปลี่ยนโลกในตลาดการเงินได้มาถึงแล้ว จากการที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนก่อนได้ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะทำให้สหรัฐถอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ลงรวมถึงขึ้นดอกเบี้ยในที่สุด

การถอน QE ของ Fed นี้จะเป็นสัญญาณแรกของภาคการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินเริ่มตึงตัวขึ้น เงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น ขณะที่ผลตอบแทนสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นจะปรับตัวลดลง และท้ายที่สุดดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกจะเป็นขาขึ้น

ผ่านมากว่าขวบปี สัญญาณเหล่านั้นเพิ่งเริ่มที่จะเป็นจริง นำโดยหัวหมู่ทะลวงฟันอย่างดอลลาร์สหรัฐที่เริ่มเห็นการแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐก็เริ่มปรับเพิ่มขึ้น แม้ว่าหุ้นทั่วโลกจะยังอยู่ที่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม

สาเหตุที่สัญญาณเริ่มเป็นจริงช้ากว่าที่คาดเป็นเพราะ หนึ่ง กลยุทธ์สื่อสารที่ดีของประธาน Fed คนใหม่ ที่ปลอบประโลมตลาดว่าจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าเห็นเศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นชัดเจน สอง เศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงเอเชียที่อ่อนกำลังลงเมื่อเทียบกับสหรัฐ ทำให้ยังมีแนวโน้มที่จะมีการอัดฉีดต่อเนื่องแม้สหรัฐลดการอัดฉีดลง และ สาม จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคของโลก ที่ทำให้นักลงทุนยังตื่นตระหนกและเข้าลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐ (โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล) ที่ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่ถือว่าเป็นฉากหลัง (Backdrop) สำหรับการลงทุนนั้นเริ่มชัดเจนขึ้น สภาวะนั้นคือ หนึ่ง เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะตลาดแรงงาน สอง เศรษฐกิจยุโรป ญี่ปุ่น จีน และเอเชียยังคงเห็นสัญญาณอ่อนแอหรือฟื้นตัวเปราะบาง จากหลายปัจจัยเสี่ยง เช่น ภาวะเงินฝืดในยุโรป การขึ้นภาษีการค้าในญี่ปุ่น และภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศจีนและเอเชีย ทำให้สหรัฐเริ่มดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวขึ้น ขณะที่ที่อื่น ๆ จะยังคงนโยบายผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยล่าสุดยุโรปได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณอย่างย่อ (Mini QE) คล้ายกับที่สหรัฐเคยทำแล้ว

ส่วนฉากหลังสุดท้ายได้แก่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในที่ต่าง ๆ ทั้งในยูเครน อิรัก ซีเรีย รวมถึงที่อื่น ๆ ที่แม้จะกระทบต่อการผลิตน้ำมันและเชื้อเพลิงต่าง ๆ แต่ก็มิได้ทำให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น แต่กลับปรับลดลงด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นผลจากการผลิต Shell Gas/Oil ที่มากขึ้นของสหรัฐ ที่สามารถทดแทนการผลิตที่ลดลงในภูมิภาคที่ประสบปัญหาได้

ผู้เขียนคาดว่าฉากหลังของโลกดังกล่าว จะส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ในตลาดเงินตลาดทุนดังนี้

หนึ่ง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่เริ่มมีทิศทางแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ค. เป็นต้นมา มีแนวโน้มที่จะแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่า ในระยะต่อไป ดอลลาร์น่าจะยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลหลักอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแนวนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น ทั้งมาตรการ QE ของยุโรป การต่ออายุมาตรการอัดฉีดของญี่ปุ่น รวมถึงความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของจีน อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์อาจไม่แข็งค่าขึ้นรวดเร็วมากนักเมื่อเทียบกับสกุลเอเชียอื่น ๆ เพราะเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางเอเชียต่าง ๆ (รวมทั้งไทย) อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม Fed

สอง ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ที่เริ่มมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น น่าจะเป็นสัญญาณแรกของความตึงตัวภาคการเงินที่เพิ่มขึ้น โดยในระยะต่อไป การลดทอนรวมถึงยุติ QE ซึ่งหมายถึง Fed ยุติการเข้าซื้อพันธบัตรสหรัฐโดยเฉพาะที่มีระยะไถ่ถอนยาวนาน (ตัวยาว) รวมถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในกลางปีหน้านั้น จะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรโดยเฉพาะตัวยาวเช่น 10 ปี นั้นปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะค่อย ๆ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอื่น ๆ ปรับเพิ่มขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ 2 ประการหลัก คือ หนึ่ง ประเทศนั้น ๆ จะยังมีการอัดฉีดเม็ดเงินต่อเนื่อง เช่นยุโรปและญี่ปุ่นหรือไม่ และ สอง ความต้องการระดมทุน (สะท้อนถึงปริมาณการออกพันธบัตร) ของแต่ละประเทศเป็นเท่าใด โดยหากเศรษฐกิจประเทศนั้น ๆ ดีขึ้นเช่นเดียวกับสหรัฐ รวมถึงมีความต้องการใช้จ่ายภาครัฐสูง เราอาจเห็นการเด้งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร เช่นเดียวกับสหรัฐก็เป็นได้

สาม ทิศทางตลาดทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมหาศาล โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่อย่าง ตุรกี อินเดีย ไทย อาร์เจนตินา และอียิปต์ ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 20-100% นับจากต้นปีนั้น เป็นไปได้สูงที่จะปรับตัวลดลงเช่นเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน มีราคา (วัดจากค่า P/E) แพงที่สุดเทียบเท่ากับช่วงก่อนวิกฤต

ทั้งนี้ ผู้เขียนมองว่าแม้ ECB จะทำ QE รวมถึงมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ธนาคารพาณิชย์ (หรือที่เรียกว่า TLTRO) ทดแทนการยุติ QE สหรัฐ แต่ผลกระทบต่อตลาดทุนโลกไม่น่าจะรุนแรงเท่ากรณีสหรัฐ เนื่องจากดัชนีต่าง ๆ ได้ขึ้นไปเกินปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างมาก

และสุดท้าย ตลาดโภคภัณฑ์ มองว่าราคาจะปรับลดลง ทั้งในส่วนของโลหะมีค่าโดยเฉพาะทองคำ ที่จะลดลงตามกระแสเงินเฟ้อต่ำ (Disinflation) บวกกับกระแสภาวะการเงินโลกที่จะเริ่มตึงตัว ส่วนราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มที่จะปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นผลของการขุดเจาะ Shale Gas/Oil ของสหรัฐแล้ว การเร่งการผลิตของประเทศที่เคยมีปัญหา เช่น ลิเบีย ก็ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบโลกมีมากขึ้น กดดันราคาให้ลดลงเช่นกัน

ท้ายที่สุด ต้องกล่าวเตือนตัวใหญ่ไว้ว่า การคาดการณ์ถึงแนวโน้มทิศทางตลาดการเงินโลกนั้นมีความเสี่ยงสูงยิ่ง เนื่องจากหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ หรือการก่อการร้ายระดับโลก อาจทำให้การคาดการณ์นั้นพลิกผันได้

แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่ผู้ลงทุนที่ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน รวมทั้งกะเกณฑ์เวลาในการลงทุนได้ถูกต้อง และกระจายความเสี่ยงอย่างครอบคลุมเท่านั้น จึงจะเป็นผู้กำชัยชนะในสมรภูมิแห่งเงินตรา

---------------------

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่