"ปฏิรูปภาษี"จะทำก็รีบทำ

"ปฏิรูปภาษี"จะทำก็รีบทำ

หนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงต่อสภานิติบัญญัติ (สนช.) เมื่อวันที่ 12 ก.ย.

ที่ผ่านมาคือ การปรับโครงสร้างภาษี โดยยกวัตถุประสงค์เรื่องของความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายฐานภาษี หรือแม้แต่เพื่อเพิ่มรายได้ภาษีของรัฐบาลก็ตาม แต่เรื่องการปรับหรือปฏิรูปโครงสร้างภาษี ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นสิ่งที่ควรทำมานานแล้วสำหรับประเทศไทย รวมถึงแนวคิดในการเก็บภาษีใหม่ๆ อย่าง ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีคนจน (Negative Income Taxs : NIT) ก็ตาม ที่ผ่านมารายได้จากภาษีส่วนใหญ่ของประเทศไทยมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มมากที่สุด ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร ลดหลั่นกันลงมา

แต่การจัดเก็บภาษีปัจจุบันถูกมองว่า ยังไม่สามารถสร้างความยุติธรรมและเป็นธรรมในสังคมได้ รวมทั้งยังมีความเหลื่อมล้ำ (ที่มักถูกยกเป็นมูลเหตุของการปฏิรูปภาษี) มาตลอด ทำให้กระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานดูแลการจัดเก็บรายได้ เคยมีความพยายามที่จะดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างภาษี หรือมีแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% ก็ตามมาหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าไม่เคยประสบผลสำเร็จ เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กลัวเกิดผลกระทบต่อฐานเสียง และนายทุนพรรคการเมือง จึงมักหลีกเลี่ยงหรือไม่กล้าเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษี โดยอ้างว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หรือ Sensitive ไปซะงั้น

เพราะหลายคน ก็รู้ว่าเรื่องภาษีมีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก และหลายวงการ ทำให้การเปลี่ยนแปลงภาษีกลายเป็น"ของร้อน" จนไม่มีรัฐบาลใดอยากไปแตะต้อง จนถูกมองว่ามีเรื่องของอิทธิพลของคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้กระทั่งผู้ที่มีหน้าที่ต้องตัดสินเองก็ตาม

หากมองย้อนกลับไปในอดีตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีแต่ละครั้งจะลุล่วงได้ก็เฉพาะรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศในภาวะที่ไม่ปกติ ที่เห็นได้ชัดเจนคือ กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่สามารถคลอดออกมาบังคับใช้ได้ในรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ทั้งๆ ที่ประเทศมีแนวคิดที่จะนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้แทนภาษีการค้าเป็นเวลานาน แต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จในรัฐบาลปกติ แต่กระนั้นแม้จะสามารถออกกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มออกมาได้ แต่ก็ยังต้องใช้วิธีพบกันครึ่งทาง เพราะอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตามกฎหมายคือ 10% ขณะที่รัฐบาลอานันท์ยอมลดอัตราลงชั่วคราวเหลือเพียง 7% ซึ่งหลังจากนั้นก็ยังไม่มีรัฐบาลใดกล้าประกาศปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้เลย

อย่างไรก็ตามล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมหมาย ภาษี ประกาศชัดเจนว่า ปลายปี 2558 จำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% ตามกฎหมาย ยังไม่รวมถึงการออกกฎหมายภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ไม่เคยสำเร็จในหลายรัฐบาล ก็จะถูกออกมาในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งน่าจะมีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยฐานเสียงของประชาชน หรือนายทุนมาค้ำเพื่ออยู่รอดของรัฐบาล

ท้ายสุดไม่ว่านโยบายภาษีเหล่านี้จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหัวหน้ารัฐบาล โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ หากตัดสินใจว่าจะเดินหน้าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีก็ควรจะรีบทำโดยเร็ว ซึ่งหวังว่า รัฐบาลจะไม่ลังเล เพียงเพราะมีคนใกล้ชิดหรือพวกพ้องได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจครั้งนี้