จากฝาง ถึง แคนาดา ... ความมุ่งมั่นในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของคนไทย

จากฝาง ถึง แคนาดา ... ความมุ่งมั่นในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของคนไทย

เมื่อเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสไปดูงานที่แหล่งน้ำมันฝางของกรมการพลังงานทหาร จังหวัดเชียงใหม่

และไปบรรยายเกี่ยวกับความรู้ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในหัวข้อ “จากฝาง ถึง แคนาดา” ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี หม่อมหลวงเทพฉัตร สวัสดิวัตน์ หนึ่งในทายาทกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้ริเริ่มบุกเบิกการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทยให้เกียรติมาร่วมบรรยายด้วย โดยเป็นการเล่าประวัติศาสตร์การสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมของคนไทยซึ่งมีจุดเริ่มที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปัจจุบันที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติของคนไทยคือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ได้ไปสำรวจไกลถึงประเทศแคนาดา

จริงๆ แล้วชาวบ้านอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พบน้ำมันสีดำไหลซึมขึ้นมาบนพื้นดินมาเป็นเวลานานแล้ว บางคนว่าเป็นน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นำมาทาร่างกายรักษาโรคต่างๆ ต่อมาในปี พ.ศ. 2464 พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ที่ทรงเป็นผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงขณะนั้น มีพระดำริที่จะสำรวจหาถ่านหินลิกไนต์และน้ำมัน เพื่อใช้กับรถไฟแทนการใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงซึ่งทำให้ต้องตัดไม้ทำลายป่าเป็นจำนวนมาก ท่านจึงทรงว่าจ้างนักธรณีวิทยาชาวอเมริกันชื่อ นายวอลเลซ ลี มาทำการสำรวจถ่านหินและน้ำมันดิบ โดยใน พ.ศ. 2465 ได้ทรงสั่งเครื่องเจาะและว่าจ้างชาวอิตาเลียนทำการเจาะหลุมสำรวจจำนวน 2 หลุมปรากฏว่าการเจาะขัดข้องและท่อกรุขาดจึงยกเลิกการเจาะไป ด้วยความรู้และเทคโนโลยีในยุคนั้น ก็ทำให้การสำรวจน้ำมันฝางยังคงไม่ประสบความสำเร็จ

การสำรวจค้นหาน้ำมันดิบที่ฝางก็ได้ดำเนินการต่อโดยหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมทางหลวงแผ่นดิน กรมเชื้อเพลิงทหารบก และกรมโลหะกิจ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากขาดอุปกรณ์ เทคโนโลยีและความชำนาญ แต่ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีสูงขึ้นมีอุปกรณ์เจาะได้ลึกขึ้นและมีอุปกรณ์กลั่นน้ำมันที่ดีขึ้น การสำรวจและผลิตน้ำมันที่ฝาง จึงประสบความสำเร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 เป็นต้นมา ในปัจจุบันแหล่งน้ำมันฝางอยู่ภายใต้การดูแลของกรมการพลังงานทหาร กระทรวงกลาโหม สามารถผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 1,000 บาร์เรลต่อวัน

ส่วนในพื้นที่อื่นๆ นั้น ในปี พ.ศ. 2497 กรมโลหะกิจได้ว่าจ้างบริษัทชาวอังกฤษทำการบินสำรวจวัดค่าความเข้มของสนามแม่เหล็กโลกในที่ราบลุ่มภาคกลาง จากนั้นก็ลงทุนเจาะสำรวจ 3 หลุม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ รัฐบาลจึงตระหนักว่าการสำรวจปิโตรเลียมนั้นมีความเสี่ยงสูง ทำให้เสียงบประมาณประเทศมาลงทุนจำนวนมาก อีกทั้งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและบุคลากรที่ชำนาญในด้านนี้ จึงมีนโยบายเชิญชวนบริษัทน้ำมันเอกชนทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาดำเนินการสำรวจปิโตรเลียมในปี พ.ศ. 2503 ภายใต้กฎหมายแร่ ซึ่งต่อมารัฐบาลก็ได้ตราพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เพื่อกำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อให้บริษัทเอกชนเหล่านี้ลงทุนแทนรัฐ และรัฐเรียกเก็บผลประโยชน์ในรูปค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม จนในที่สุดบริษัทยูเนียนออยล์ออฟไทยแลนด์ จากสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติเป็นครั้งแรกในอ่าวไทยในปี พ.ศ. 2516

หลังจากที่มีบริษัทน้ำมันต่างชาติระดับโลกไม่ว่าจะเป็น เชลล์, บีพี, เอสโซ่, กัลฟ์ออยล์ฯลฯ เข้ามาสำรวจปิโตรเลียมในประเทศไทยจำนวนมากในระยะเริ่มแรก รัฐบาลจึงจัดตั้งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2528 ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติของคนไทย โดยภารกิจแรกของ ปตท.สผ. ก็คือเป็นตัวแทนของคนไทยเข้าไปร่วมทุน 25%กับบริษัทไทยเชลล์ฯจากเนเธอร์แลนด์ ผู้รับสัมปทานในแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร (ปัจจุบัน ปตท.สผ. ถือหุ้น 100%) จากเริ่มแรกที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เอง ต้องเริ่มต้นด้วยการทำงานร่วม เรียนรู้ และรับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี จากบริษัทน้ำมันต่างชาติจนกระทั่ง ปตท.สผ. มีความสามารถในการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้ด้วยตัวเองครั้งแรกในโครงการสุพรรณบุรี ที่ซื้อมาจากบริษัท บีพี จากอังกฤษ ในปี พ.ศ.2536 และก้าวสำคัญของ ปตท.สผ.ก็คือการได้รับหน้าที่การพัฒนาโครงการบงกชที่ ปตท.สผ. ซื้อสัมปทานมาจากบริษัท เท็กซัส แปซิฟิก จากสหรัฐอเมริกาที่ไม่ประสงค์จะพัฒนาแหล่งนี้ต่อเพราะเงื่อนไขในสัมปทานไทยแลนด์หนึ่งไม่จูงใจต่อการลงทุนและต่อมาก็ได้ผู้ร่วมทุนคือบริษัท โททาล จากฝรั่งเศสมาเป็นผู้ดำเนินการ พร้อมฝึกฝนและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บุคลากรของ ปตท.สผ. จึงทำให้ ปตท.สผ.สามารถเป็นผู้ดำเนินการโครงการบงกชและเป็นแหล่งนอกชายฝั่งกลางทะเลอ่าวไทยได้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 หลังจากเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติครั้งแรกจากแหล่งนี้ได้เพียง 5 ปีเท่านั้น

จากจุดเริ่มต้นที่คนไทยได้เริ่มสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมมาเกือบ 100 ปี ในวันนี้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าทั้งองค์ความรู้ และเทคโนโลยีในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งทำให้เกิดการนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์ลดภาระการนำเข้าพลังงานรวมถึงทำให้เกิดการจ้างงานมากมายนอกจากนี้คนไทยยังมีศักยภาพในการบริหารงานบนแท่นเจาะและแท่นผลิตปิโตรเลียมแทบทั้งหมดได้แล้วไม่ว่าจะเป็นบริษัทคนไทยหรือบริษัทต่างชาติ

ด้วยความมุ่งมั่นของคนไทย ทำให้ปัจจุบัน ปตท.สผ. ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติ มีโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมถึง 44 โครงการใน 11 ประเทศทั่วโลก โดยคนไทยสามารถไปแสวงหาแหล่งปิโตรเลียมได้ไกลถึงประเทศแคนาดา ที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นแหล่งที่มีลักษณะเป็น “ทรายน้ำมัน” (Oil Sands) ที่ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญมากขึ้นในการสกัดน้ำมันออกมาจากทรายและเป็นแหล่งที่อยู่ในสภาพอากาศหนาวเย็นมากถึงประมาณติดลบ 50 องศาเซลเซียส

ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก ในขณะที่แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติภายในประเทศไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ต้องนำเข้าพลังงานเป็นมูลค่ามากกว่าหนึ่งล้านล้านบาทต่อปี ทุกวันนี้ ปตท.สผ. ยังคงลงทุนในประเทศเพื่อรักษากำลังการผลิตปิโตรเลียมในประเทศให้ได้ยาวนานที่สุด และยังได้ออกไปแสวงหาแหล่งพลังงานในต่างประเทศเพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งต้องพัฒนาความรู้ ประสบการณ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพลังงานใหม่ๆ เพื่อรองรับการสำรวจและจัดหาปิโตรเลียมที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญมากขึ้นเรื่อยๆ ให้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต เช่นเดียวกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติชั้นนำของต่างประเทศหลายๆ แห่งที่มีการลงทุนสำรวจแหล่งปิโตรเลียมทั่วโลกด้วยภารกิจเดียวกันคือเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว …