พอรัฐบาลนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันว่าจะยกเครื่องกฎหมายภาษี เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคมไทยมากขึ้น
โดยเฉพาะจะลงมือเก็บภาษีมรดกและทรัพย์สิน รวมถึงภาษีที่ดินอย่างจริงจัง ก็มีเสียงเตือนมาจากบางวงการ
เป็นเสียงเตือนว่าเรื่องภาษีทรัพย์สิน มรดก และที่ดินนั้น เป็นเรื่องคนรวย และคนรวยในเมืองไทยเป็นคนมีอิทธิพล มีบารมี หากมีกฎหมายใหม่กระทบถึงผลประโยชน์ของพวกเขา ก็ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกติกาได้ เพราะคนรวยย่อมจะไม่ยอมเสียผลประโยชน์ของตน จึงจะต้องมีการคัดค้านต่อต้าน
และเชื่อกันต่อในสังคมไทยว่า ถ้าคนรวยคนมีอิทธิพลไม่ยอมให้แก้ไขอะไร ใครขืนพยายามจะทำอย่างนั้นก็จะอยู่ไม่ได้ ไม่ว่าจะมีอำนาจตามกฎหมายเพียงใดก็ตาม
ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ ความพยายามของรัฐบาลคุณประยุทธ์ ที่จะปรับแก้แนวทาง “ประชานิยม” เพื่อไม่ให้รัฐบาลเอาเงินภาษีประชาชนไปใช้ในทางที่เอาใจคนบางกลุ่มบางก้อน เพียงเพื่อหวังสร้างความนิยมชมชอบทางการเมืองให้กับตนและพวกตนเพื่อจะได้อยู่ในอำนาจนาน ๆ
มาตรการ “ประชานิยม” หลายเรื่องทำให้เกิดการบิดเบือนความเป็นจริง เช่น โครงการจำนำข้าว หรือ “รถยนต์คันแรก” หรือแจกเงินให้แต่ละตำบลไปทำโครงการของตนเอง โดยไม่มีการประเมินว่าเป็นประโยชน์กับท้องถิ่นจริงหรือไม่
หรือการอุดหนุนราคาสินค้าบางประเภทเช่น น้ำมัน และเชื้อเพลิง จนทำให้ราคาผิดไปจากที่เป็นจริง และสร้างความเคยชินกับ “ของถูก” จนไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้ แต่ทำให้เกิดภาระทางการเงินให้กับงบประมาณจนท้ายสุดก็กลับมากระเทือนประชาชนทั่วไป
ว่ากันว่าหากรัฐบาลไหนคิดจะเลิกเงินอุดหนุนอย่างนี้ ชาวรากหญ้าและชนชั้นกลางก็จะไม่พอใจ เพราะได้รับของถูกของฟรีจนชิน หากรัฐบาลเลิกนโยบาย “ลด แลก แจก แถม” ก็จะถูกต่อต้านจากคนจำนวนมาก จนอยู่ไม่ได้เช่นกัน
แปลง่าย ๆ มีค่านิยมในสังคมว่า ทั้งคนรวยและคนจน ต่างก็ต้องการจะให้รัฐบาล “อุ้ม” เอาไว้เพื่อความสุขสบายระยะสั้นและเฉพาะกลุ่มของตนโดยไม่สนใจว่าการดำเนินนโยบายที่ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ถูกต้องเช่นนี้ จะมีผลทางลบต่อบ้านเมืองในระยะกลางและระยะยาวหรือไม่
ในภาวะปกติที่นักการเมืองปกครองบ้านเมือง นี่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพราะนักเลือกตั้งที่หวังจะชนะการเลือกตั้งคราวหน้า แต่ไม่ได้มีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหา ก็ไม่กล้าที่จะ “ปฏิรูป” บ้านเมืองอย่างจริงจัง
เพราะขาดสิ่งที่เรียกว่า political will หรือความกล้าหาญทางการเมือง
และขาดสิ่งที่เรียกว่า “สำนึกทางการเมือง” ในอันที่จะยกเครื่องประเทศชาติเพื่อก้าวผ่านค่านิยมและวิถีปฏิบัติเก่า ๆ ที่ทำให้บ้านเมืองไม่อาจจะพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศได้
ในเมื่อพลเอกประยุทธ์ประกาศว่า ที่อาสามาทำงานครั้งนี้ก็เพื่อที่จะใช้อำนาจทางการเมือง “ยกเครื่อง” ประเทศชาติอย่างจริงจัง โดยไม่กลัวว่าจะเสียคะแนน หรือจะถูกคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต่อต้านหรือโค่นจากอำนาจ
การต่อต้านคอร์รัปชันก็เป็น “เรื่องยาก” อีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปในสังคมไทยมองว่า หากปราบปรามการโกงกินในวงการเมืองและราชการอย่างจริงจัง ก็จะกระทบกระเทือนคนมีอิทธิพล ใครที่หาญกล้ามาทำเรื่องนี้ก็เสี่ยงที่จะถูกต่อต้านเช่นกัน
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ “ความมุ่งมั่นทางการเมือง” ที่ต้องมาจากความเด็ดขาดในการสร้างชาติ หากนายกฯประยุทธ์ อาสามาด้วยการรับปากประชาชนส่วนใหญ่ว่า จะผลักดันให้ประเทศชาติพ้นจากภาวะล้าหลังและอิทธิพลอันไม่เหมาะควรแล้วไซร้ ก็ต้องยืนหยัดในการที่จะต้องเดินหน้าแก้ไขกฎหมายและความไม่ชอบมาพากลอย่างไม่หวั่นกลัวอิทธิพลใด ๆ
เพราะหากท่านทำจริง จะมีแรงสนับสนุนจากคนทั้งประเทศ
หากท่านไม่ทำจริง ท่านก็จะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่า เป็นอีกหนึ่งคนที่รับปากแต่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
สรุปแล้วเพราะบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะย่ำแย่มาช้านาน การแก้ปัญหาที่หยั่งรากลึกมาช้านานจึงเป็นเรื่อง “ยาก”
และเพราะมัน “ยาก” จึงต้องทำ
เพราะถ้ามัน “ง่าย” คนอื่น ๆ คงแก้ปัญหาได้หมดแล้ว และบ้านเมืองคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพที่เห็นอยู่ในวันนี้









