เมื่่่อนักเศรษฐศาสตร์คุมเกมพลังงาน

เมื่่่อนักเศรษฐศาสตร์คุมเกมพลังงาน

ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาด้านพลังงาน ที่สะสมเอาไว้นานคราวนี้ นักเศรษฐศาสตร์ ได้เล่นบทพระเอก

โดยที่มีหัวหน้ารัฐบาลและคสช.คือพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้กำกับ เพราะดูการวางตัวบุคคลที่เข้ามาทำงานเรื่องนี้ในตำแหน่งสำคัญ ล้วนแต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์มือดี ทั้งแผง ตั้งแต่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ,ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.กระทรวงพลังงาน ,เชิดพงษ์ สิริวิชช์ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน มานั่งเป็นที่ปรึกษารมว.พลังงาน ,ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ถึง ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานบอร์ดปตท.

เมื่อเอานักเศรษฐศาสตร์ มาวางกรอบนโยบาย เราจึงได้เห็น 4คำหลัก ที่เป็นหลักการพื้นฐานของนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก คือ เรื่องDemand,Supply,Technology และ Distribution มาเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศ ที่ ดร.ณรงค์ชัย บอกยืนยันหนักแน่นว่าหลักการนี้ถูกต้อง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่อง แถมยังติดตลกด้วยว่า ถ้าใครไม่ใช้หลักการนี้ การแก้ปัญหาจะไม่มีวันสำเร็จ จะเหลือแต่”หลักกู” ที่ทำให้ปัญหาหมักหมมเรื้อรัง บานปลายออกไป

รมว.พลังงานคนใหม่ อธิบายถึงหลักการ ในฝั่งของดีมานด์ ว่าคือการเข้าไปแก้ไขการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ไม่ฟุ่มเฟือย เพื่อที่จะช่วยลดการนำเข้าพลังงาน ซึ่งการปรับราคาเชื้อเพลิงให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ยังช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ส่วนเรื่องของซัพพลายก็คือ การแสวงหาแหล่งพลังงานให้เพียงพอ มีความมั่นคง ไม่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่มากเกินไป ต้องกระจายความเสี่ยงไปใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่นๆเช่นถ่านหินสะอาด หรือนิวเคลียร์

ขณะที่เรื่องของดิสตริบิวชั่น หรือการแบ่งปันจัดสรรทรัพยากร ก็ควรจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยดร.ณรงค์ชัย มองว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีแอลพีจี เป็นส่วนผสมอยู่ด้วยนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับประเทศมาก ควรจะจัดสรรไปสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไม่ใช่เอามาเป็นเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง โดยยอมรับให้ใช้ได้เฉพาะภาคครัวเรือนนั้นก็ยอมรับได้

กระทรวงพลังงานกำลังอยู่ในระหว่างการแปลงหลักการทั้ง4ด้านดังกล่าวมาเป็นแผนปฏิบัติการ เพื่อนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ซึ่งถึงแม้ว่าดร.ณรงค์ชัย จะยังไม่ฟันธงลงไปว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในรายละเอียด แต่ก็พอจะมองเห็นว่า รัฐบาลชุดนี้จะต้องการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตดีเซล อีกระลอก และยกเลิกเพดานราคา 30บาทต่อลิตร ที่มองว่าเป็นประชานิยมพลังงาน,การปรับขึ้นแอลพีจีภาคขนส่ง และเอ็นจีวี ,การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 และการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี2565-2566 ของทั้งเชฟรอนและปตท.สผ.,รวมไปถึงการเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและใส่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เอาไว้ในแผนพีดีพี ฉบับใหม่ การลงนามเอ็มโอยูซื้อไฟฟ้าจากพม่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์ของดร.ณรงค์ชัยที่จะไปสู่เป้าหมาย นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะสิ่งที่กระทรวงพลังงานกำลังจะทำ ไม่ได้ตรงกับความต้องการและหลักการของเครือข่ายภาคประชาชนภาคส่วนต่างๆที่กำลังเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอยู่ในขณะนี้ ซึ่งในหลักการของฝั่งประชาชนยังเห็นว่าพลังงานควรจะเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่รัฐควรจะจัดสรรให้ประชาชนทั่วเท่าเทียมในราคาที่เป็นธรรม ไม่ใช่ยกให้เอกชนไปแสวงหากำไร หลายเรื่องที่ฝั่งประชาชนมองว่า ข้าราชการกระทรวงพลังงานมีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเกิดการเอื้อนโยบายให้กับทุนพลังงาน

ต้องติดตามดูว่าหลักการทางเศรษฐศาสตร์ของดร.ณรงค์ชัย จะสร้างความเข้าใจหรือเข้าถึงประชาชน จนนำไปสู่การดำเนินการพัฒนาโครงการต่างๆ อย่างที่ตั้งเป้าเอาไว้ได้หรือไม่