"โปลิตบูโร" แบบไทย

"โปลิตบูโร" แบบไทย

รัฐนาวา "เพื่อนพ้องน้องพี่" ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะแล่นโลดลิ่วหรือเผชิญมรสุมมากน้อยแค่ไหน

ยังไม่อาจคาดเดาได้ เพราะคณะรัฐมนตรี "ประยุทธ์ 1" เพิ่งเริ่มต้นการทำงาน และคนไทยจะมีชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองแบบพิเศษอย่างน้อย 1 ปี

000 จากนี้ไป "พล.อ.ประยุทธ์" ก็จะปรับโครงสร้าง "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.) ด้วยการเพิ่มจำนวนสมาชิก คสช.ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ที่เปิดช่องให้แต่งตั้งบุคคลเข้าไปเป็น คสช. ได้ไม่เกิน 15 คน และการทำงานของ คสช. ภายหลังจากมีรัฐบาล จะปรับไปใช้รูปแบบทำงานคู่ขนานกับรัฐบาล โดยจะยึดรูปแบบการทำงานของ โปลิตบูโร (politburo) ซึ่งคำว่า โปลิตบูโรเป็นภาษารัสเซียแปลว่า "คณะกรมการเมืองประจำศูนย์กลางพรรค" และหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประเทศไทยก็มี "คณะกรรมการราษฎร" ที่ไม่ใช่คณะรัฐมนตรีไม่ แต่เป็นโปลิตบูโร บริหารประเทศช่วงเปลี่ยนผ่าน

000 สมาชิกโปลิตบูโรของ คสช. ที่จะมีการแต่งตั้งเพิ่มเติมประกอบด้วย พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ, พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา คสช.ฝ่ายเศรษฐกิจ และ มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย

000 นอกจากนี้ ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็มีคนพูดถึงกันเยอะ ในชั่วโมงนี้มี 2 คน ล้วนแต่เป็น "สหายรัก" ร่วมรุ่น "จปร.23" ของนายกรัฐมนตรี คนแรกคือ "บิ๊กยาว" พล.อ.ยุวนัฎ สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ที่เคยเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผช.ผอ.รมน.) ดูแลงานมวลชนในช่วงยุทธการแดงคะนองศึก และปัจจุบัน "พล.อ.ยุวนัฎ" เป็นนายกสมาคมนักมวยแห่งประเทศไทย จึงรู้จักมักคุ้นชาวยุทธ์ในทุกวงการ

000 อีกคนหนึ่ง พล.อ.วิลาศ อรุณศรี อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก หลังจาก คสช. เข้าควบคุมอำนาจ ก็รับบทที่ปรึกษาให้เพื่อนรัก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการอำนวยการโรงงานยาสูบ

000 สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อหลายสำนักวิจารณ์การแต่งตั้งนายทหารประจำปี และโยงมาถึงตำแหน่งของ "บิ๊กต๊อก" พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ข้ามฟากมาเป็น "รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด" เดิมทีมีข่าวว่า พล.อ.ไพบูลย์ จะถูกวางตัวเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม สุดท้ายก็มาจอดป้ายที่กองบัญชาการกองทัพไทย

000 จริงๆ แล้ว "พล.อ.ไพบูลย์" ย้ายออฟฟิศจากราชดำเนินมาอยู่ที่แจ้งวัฒนะ ก็ไม่มีวันเหงา เพราะมีเพื่อนร่วมรุ่น "จปร.26" อย่าง "บิ๊กเต้" พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่ถูกโยกเป็นเสนาธิการทหาร พร้อมกับ "บิ๊กอู๊ด" พล.ท.วลิต โรจนภักดี เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ขึ้นจากใต้มาเป็นรองเสนาธิการทหาร รับรองกองทัพไทยยุค จปร.26 ครึกครื้นแน่

000 การที่จะเปรียบเทียบบทบาทของ "พล.อ.ไพบูลย์" ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันกับ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร หลังการรัฐประหาร 2549 คงต้องดูสภาพการณ์เป็นจริง เพราะวันนี้ "พล.อ.ไพบูลย์" ยังนั่งเก้าอี้เสนาบดียุติธรรม มิได้ถูกลอยแพเหมือน พล.อ.สพรั่ง ให้ไปจบชีวิตราชการแบบเงียบๆ

000 วิถีแห่งอำนาจหลังการได้รัฏฐาธิปัตย์ก็เป็นเช่นนี้ "ผู้นำการยึดอำนาจ" ต้องมอบบำเหน็จรางวัลให้เหล่า "ขุนศึก" อย่างเป็นธรรม ด้วยการทำเช่นนี้เท่านั้น จึงจะไม่มีคลื่นใต้น้ำ...