ดอกเบี้ยบอนด์ญี่ปุ่นติดลบ สุ่มเสี่ยงเงินเยนอ่อนค่าหนัก

ดอกเบี้ยบอนด์ญี่ปุ่นติดลบ สุ่มเสี่ยงเงินเยนอ่อนค่าหนัก

ปรากฏการณ์ที่ค่าเงินเยนร่วงลงวันละ 1 เยนต่อดอลลาร์ เริ่มจากวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเงินเยนอยู่ที่ระดับ 104

ร่วงลงที่ 105 เยนในวันพุธ, 106 เยน ในวันพฤหัสฯ และ 107 เยน ในวันศุกร์นั้น ย่อมไม่ใช่สถานการณ์ที่เป็นปกติของสภาวะตลาดการเงินโลก ซึ่งหนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ได้รายงานว่าแต่เป็นสาเหตุที่สืบเนื่องมาจากพันธบัตรหรือบอนด์ของรัฐบาลญี่ปุ่นมีอัตราดอกเบี้ยติดลบหรือเรียกว่า NIRP (Negative Interest Rate Policy) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเงินการคลังของญี่ปุ่น โดยที่ได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เพื่อที่รัฐบาลจะไม่ต้องมีภาระจ่ายดอกเบี้ย ส่งให้มีเงินที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นการทุ่มเม็ดเงินออกมาจากบีโอเจอีกด้านหนึ่งด้วย

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่บีโอเจ ใช้นโยบายการเงินเพื่ออุ้มหนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่น หรือทำการ Monetized Debt อีกนัยหนึ่งไม่แตกต่างจากการใช้หนี้แทนรัฐบาลนั่นเอง เพราะบีโอเจได้เข้ามาซื้อบอนด์ระยะสั้นของรัฐบาลโดยตรงพร้อมกับกดอัตราดอกเบี้ยเป็น NIRP ซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทนของบอนด์ติดลบ ส่งผลให้ไม่มีใครเข้ามาลงทุนหรือซื้อบอนด์ดังกล่าว เพราะมีแต่ธนาคารกลางเท่านั้นที่จะทำได้ในการพิมพ์เงินใหม่ออกมาอัดฉีดสู่ระบบเศรษฐกิจโดยผ่านไปยังรัฐบาล หลังจากที่จีดีพีของประเทศอยู่ในภาวะที่ทรุดตัวลงหนักในไตรมาส 2 ปี 2557 ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา โดยที่จีดีพีล่าสุดติดลบถึง 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นทำการปรับขึ้นภาษีการขายหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากอัตรา 5% เป็น 8% ในเดือนเมษายน ทำให้กำลังซื้อหดหายไปในทันที ล่าสุดการบริโภคครัวเรือนลดฮวบลงในอัตราที่ติดลบ 10.4% ขณะที่การลงทุนติดลบถึง 5.1% เพราะผลิตของออกมาแล้วก็ขายไม่ได้ ส่งผลต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% ทั้งที่กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 2% ต่อปี ทำให้บีโอเจต้องเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจแบบฉับพลัน โดยที่ถือว่าเป็นการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินตามโปรแกรมอัดฉีดสภาพคล่อง 270 ล้านล้านเยนที่จะสิ้นสุดในปลายปีนี้ อย่างไรก็ตามภาระหนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่นยังมีสัดส่วนสูงถึง 240% ของจีดีพี ตลอดช่วงเวลาที่รัฐบาลของนายชินโซะ อาเบะ ประกาศฟื้นฟูประเทศให้หลุดจากเงินฝืด แต่ช่วงสองปีมานี้ก็ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจให้เติบโตพอที่จะลดหนี้ของรัฐบาลได้ จึงสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะใช้นโยบายการเงินเข้ามาแบกรับในอนาคต

เพราะการตัดสินใจดำเนินการของบีโอเจครั้งนี้ ถือว่าเป็นนโยบายการเงินไม่เป็นที่นิยม แม้ว่าจะพบเห็นเป็นประเพณีนิยมที่ปรากฏทั่วไปในดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) โดยเฉพาะการดำเนินการของบีโอเจครั้งนี้ก็ไม่แตกต่างไปจากการใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณที่เรียกกันว่า QE (Quantitative Easing) โดยเฉพาะอีซีบีที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อน ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือแค่ 0.05% และกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์นำมาฝากไว้ในอัตราติดลบเพิ่มขึ้นเป็น 0.2% รวมถึงการอัดฉีดเงินที่เป็นแบบ Private QE ในวงเงิน 700,000 ล้านยูโร

โดยดูเหมือนว่า อีซีบีและบีโอเจกำลังตื่นกลัวว่าทั้งญี่ปุ่นและยูโรโซน จะหวนกลับไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีก หากปล่อยให้ภาวะเงินฝืดเข้ามาครอบงำต่อเนื่อง โดยที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวส์ (เอสแอนด์พี) ได้จัดสัมมนาในไทยยอมรับว่าเศรษฐกิจของยุโรปยังมีความอ่อนแอและเสี่ยงทั้งต่อภาวะเงินฝืดและเงินเฟ้อควบคู่กันไปในปัจจุบัน สุดท้ายแล้วการขาดวินัยทางการเงินอย่างมากของทั้งบีโอเจและอีซีบี อาจจะส่งผลให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อค่าเงินเยนและยูโรในอนาคตที่อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ถ้าหากธนาคารกลางทั้ง 2 แห่งยังไม่หยุดอัดฉีดเงินจนท่วมระบบแล้ว ก็จะเกิดเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงท่ามกลางภาวะเงินฝืดได้